เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 5-10 ศักดิ์ฐานะ

ตอนที่ 5-10 ศักดิ์ฐานะ

ตอนที่ 5-10 ศักดิ์ฐานะ


ลินลี่ย์หันกลับไปมองกลุ่มคนผู้มาช่วยเหลือเขา ผู้นำกลุ่ม ชายชราชุดดำ และ 'โยคี' ยืนคู่กัน ทั้งคู่ล้วนแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ไม่อย่างนั้นผู้คุมกฏของพันธมิตรมืดย่อมไม่หลบหนีไปโดยไม่ต่อสู้เป็นแน่

ชายชราชุดดำปล่อยรังสีอันน่าหวาดหวั่นออกมา

"รองผู้ผู้คุมกฏ? หลายปีที่ผ่านมานี้ ดูท่าวิหารเจิดจรัสไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในเลยสินะรองผู้ผู้คุมกฏคนนี้น่าจะสังกัดอยู่กับ 'ตุลาการของวิหารเจิดจรัส' " เดลิน โคเวิร์ทพูดขึ้นในใจของลินลี่ย์ "หากเทียบกันแล้ว 'โยคี' ที่มาด้วยแข็งแกร่งกว่า"

โยคี?

ลินลี่ย์อดจ้องมองไปยัง 'โยคี' ไม่ได้

เขาสวมใส่ชุดที่ทำจากป่านหยาบ ไม่สวมรองเท้าเป็นชายชราที่มีผมยาวดูท่าทางเรียบง่ายและมีกลิ่นอายโบราณ

เมื่อ 'โยคี' มองมาที่ลินลี่ย์, ลินลี่ย์มีความรู้สึกเหมือนมีสายลมอันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน

"แข็งแกร่งจริงๆ" ลินลี่ย์คิดในใจ

มองไปที่ลินลี่ย์, ใบหน้าของชายชราชุดดำปรากฏรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งขึ้นมา "ลินลี่ย์, ทำไมเจ้าไม่กลับไปพร้อมกับพวกเราที่นครศักดิ์สิทธิ์เมื่อเจ้าอยู่ในนครศักดิ์สิทธิ์องค์กรเหล่านั้นย่อมไม่กล้ามายุ่งวุ่นวายกับเจ้าแน่นอน"

เมืองเฟนไลเป็นเมืองหลวงศักสิทธิ์ของสหภาพศักดิ์สิทธิ์ วิหารเจิดจรัสฝังรากลึกอยู่ในเมืองเฟนไลมีกองกำลังแข็งแกร่งประจำอยู่ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ไม่ว่าจะพันธมิตรมืดหรือจักรวรรดิใหญ่ทั้งสี่มีหรือจะกล้าก่อปัญหาในเมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์

….

แถบตะวันออกของเมืองเฟนไล ภายในคฤหาสน์บนถนนกรีนลีฟ ลินลี่ย์กับเยลกำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นปรึกษาเรื่องของ'ดาบศึกล่าสังหาร' กันอยู่

"น้องสาม ข้าได้ส่งคนไปสอบถามข้อมูลมาแล้วพบว่าผู้นำตระกูลของตระกูลลูคัสไม่สนใจข้อเสนอขอซื้อ 'ดาบศึกล่าสังหาร' เขาพูดว่าตระกูลของเขาไม่ได้ขัดสนเงินทอง" เยลขมวดคิ้ว"ข้าคิดว่าอาจจะมีโอกาสมากกว่าถ้าเจ้าไปเยือนด้วยตัวเองแต่อย่างแรกต้องทำให้เขารู้ฐานะของเจ้าก่อน"

สุดยอดจอมเวทอัจฉริยะอันดับสองในประวัติศาสตร์ของทวีปยูลานคนที่มีโอกาสสูงมากที่ในอนาคตจะกลายมาเป็นปรมาจารย์จอมเวทระดับเซียนเป็นคนที่แม้แต่ผู้นำตระกูลของตระกูลลูคัสซึ่งไม่ว่าดื้อรั้นเพียงใดก็ตามย่อมต้องไว้หน้าอยู่บ้างเป็นแน่

"งั้นคืนนี้ข้าจะลองไปเยี่ยมเยือนผู้นำของตระกูลลูคัสดูสักครา" ลินลี่ย์มองว่า'ดาบศึกล่าสังหาร' เป็นของสำคัญที่จะต้องนำกลับมาครอบครองให้ได้

สมบัติของบรรพชนตระกูลตัวเองจะปล่อยให้อยู่นอกตระกูลได้อย่างไรกัน? จะมีอะไรสำคัญไปกว่าการทำความปรารถนาของบิดาเขาและบรรพชนเขาให้สำเร็จได้เล่า

คำพูดที่บิดาของเขาพูดเอาไว้ตอนที่ลินลี่ย์เดินทางออกจากบ้านไปยังสถาบันเอินส์ยังคงดังก้องอยู่ในใจของลินลี่ย์

"จำไว้ให้ดีนะลินลี่ย์ นี่เป็นความปรารถนาอันยาวนานนับศตวรรษของตระกูลบาลุคทุกรุ่นจดจำความอัปยศนี้ของตระกูลบาลุคเอาไว้!"

"หลังจากที่เจ้าจบการศึกษา อย่างน้อยเจ้าก็จะเป็นจอมเวทระดับ 6ตราบเท่าที่เจ้าฝึกฝนอย่างหนักการเลื่อนขึ้นไปเป็นจอมเวทระดับ 7 ย่อมไม่ยากจนเกินไปนี่ยังไม่นับที่เจ้าเป็นสองสายธาตุอีกนะ! จอมเวทสองธาตุระดับ 7นั้นย่อมต้องได้เป็นใหญ่เป็นโตในอาณาจักรเฟนไลแน่ๆในอนาคตเจ้าจะต้องมีศักยภาพมากพอที่จะนำมรดกของบรรพชนเรากลับมาได้แน่นอนหากเจ้าละเลยที่จะนำมันกลับคืนมา แม้จะตายกลายเป็นผีข้าก็จะไม่ให้อภัยเจ้า"

…..

"แม้จะตายกลายเป็นผีข้าก็จะไม่ให้อภัยเจ้า"คำพูดของบิดาเขาราวกับค้อนที่ทุบเข้าใส่จิตใจของลินลี่ย์

ลินลี่ย์ไม่อาจลืมคำพูดเหล่านี้แม้แต่คำเดียวตราบเท่าที่เขามีความสามารถพอที่จะทำมันให้สำเร็จได้เขาจะต้องนำ 'ดาบศึกล่าสังหาร' กลับคืนมาให้ได้ ไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม เป้าหมายนี้ไม่ใช่ทำเพื่อตระกูลเท่านั้นยังเป็นการทำเพื่อบิดาของเขาอีกด้วย

"ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร ข้าจะต้องนำมันกลับมาให้ได้" ลินลี่ย์มุ่งมั่นอย่างเต็มที่

หากใช้ไม้อ่อนไม่สำเร็จ เขาก็เตรียมจะใช้ไม้แข็งอย่างไม่ลังเล

แน่นอนว่าย่อมดีกว่าหากว่าเขาสามารถนำมรดกของบรรพชนเขาคืนมาอย่างเปิดเผยและไม่ก่อให้เกิดความบาดหมางเขาจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้เพื่อจะนำมันกลับคืนมาจากผู้ถือครองในปัจจุบัน

"นายท่านทำไมไม่ลองให้ข้าจัดการเรื่องนี้และนำมันกลับมาแทนท่านเล่า" อยู่ๆบีบีก็สื่อสารทางจิตกับลินลี่ย์

ลินลี่ย์มองไปที่บีบี ซึ่งงีบอยู่บนขาของลินลี่ย์เขาอดที่จะลูบหัวเล็กๆของบีบีไม่ได้ "ไม่สร้างปัญหาจะดีที่สุด"บีบีได้แต่ย่นจมูกของมันพร้อมส่งเสียงไม่พอใจออกมาเบาๆแล้ววางหัวเล็กๆของมันลงบนขาของลินลี่ย์แล้วนอนหลับต่อ

ขณะนั้นเอง มีเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก ชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมสีฟ้าเดินเข้ามาและทำความเคารพ"คุณชายเยล ท่านรัฐมนตรีของอาณาจักรเฟนไลใต้เท้าคาลวินรอพบอยู่ข้างนอกเขามาขอเข้าพบคุณชายลินลี่ย์"

"คาลวิน? เขาเป็นใครกัน? "เยลขมวดคิ้ว

โดยทั่วไปแล้วเยลไม่ได้รู้สึกอะไรกับการพบปะพูดคุยกับรัฐมนตรีธรรมดาของอาณาจักร

"คุณชายเยลเมื่อเร็ว ๆนี้ท่านไม่ได้พุ่งความสนใจไปที่ตระกูลลูคัสหรอกหรือ? คาลวินคนนี้ก็เป็นสมาชิกของตระกูลลูคัสเช่นกัน"ชายชุดคลุมฟ้าหัวเราะ"ผู้นำของตระกูลลูคัสคนปัจจุบันจริงๆแล้วเป็นลุงของเขา"

ดวงตาของเยลเป็นประกาย "เร็วเข้า! รีบให้เขาเข้ามา"

"น้องสาม ดูเหมือนว่าโอกาสของเจ้าในการนำมรดกของบรรพชนของตระกูลเจ้าจะเพิ่มมากขึ้นแล้ว"เยลหัวเราะกับลินลี่ย์

หัวใจของลินลี่ย์พองโตด้วยความยินดีที่ได้รับโอกาสไม่คาดฝัน

ลินลี่ย์มองตรงไปที่ประตูอย่างตื่นเต้น เพียงไม่นานหลังจากนั้นมีชายผมสีทองเดินยิ้มแย้มก้าวเข้ามาในห้องเมื่อเห็นลินลี่ย์และเยล เขาก็คารวะอย่างสุภาพในทันที" ข้าน้อยคาลวิน ขอคารวะคุณชายลินลี่ย์, คุณชายเยล"

"คาลวิน ท่านมามีธุระอันใดกับพี่น้องของข้า?" เยลถามตรงๆ

คาลวินไม่สนใจคำถามอันอุกอาจของเยลแม้แต่น้อย เขายิ้มพลางกล่าวว่า "ข้าทำตามประสงค์ของพระราชามาเยี่ยมเยือนคุณชายลินลี่ย์แทนพระองค์คุณชายลินลี่ย์ท่านสนใจเข้ารับตำแหน่งในกระทรวงเวทมนต์ของอาณาจักรเฟนไลหรือไม่? พระราชาของเราจะแต่งตั้งท่านให้อยู่ในตำแหน่งมาร์ควิสพร้อมทั้งมอบที่ดินให้สมกับตำแหน่งของท่านอีกด้วย"

ลินลี่ย์หัวเราะ

เขายังจำเงื่อนไขที่ะคาร์ดินัลของวิหารเจิดจรัสเสนอให้กับเขาได้เป็นอย่างดีนั่นคือเขาสามารถเลือกรับใช้อาณาจักรใดก็ได้ที่อยู่ในสังกัดของสหภาพศักดิ์สิทธิ์และยังได้รับยศสูงถึงระดับดยุค เขายังไม่ได้แสดงอาการใดๆตอบสนองเพียงแค่สนุกกับการใช้ชีวิตต่อไป

"คาลวิน ข้าต้องบอกท่านก่อนว่า ตอนที่ข้าอยู่ที่สถาบันเอินส์คาร์ดินัลของวิหารเจิดจรัสได้มาเชิญพี่น้องของข้าด้วยตัวเอง เพื่อโน้มน้าวให้พี่น้องของข้าเข้าร่วมกับวิหารเจิดจรัสและข้อเสนอของเขานั้นสูงกว่าที่ท่านเสนอมามากกว่านี้มากมายยิ่ง!" เยลเยาะเย้ย

คาลวินหัวเราะและกล่าวต่อว่า "ข้อเสนอยังสามารถเจรจาต่อรองได้ราชาของเราเพียงหวังว่า ลินลี่ย์จะเลือกรับใช้อาณาจักรเฟนไลของเราเป็นสำคัญ"

อันที่จริงแล้ว ในแต่ละอาณาจักรในสังกัดสหภาพศักดิ์สิทธิ์ล้วนมีแสนยานุภาพแตกต่างกันหากอาณาจักรเฟนไลได้ลินลี่ย์ไปเสริมกำลังแล้ว ในอนาคตฐานะของอาณาจักรเฟนไลในสหภาพศักดิ์สิทธิ์ย่อมมั่นคงอย่างแน่นอน

อันที่จริงแล้ว…

วิหารเจิดจรัสมีอำนาจแต่งตั้งราชาของอาณาจักรที่อยู่ภายใต้สังกัดสหภาพศักดิ์สิทธิ์มีอำนาจแม้กระทั่งกำจัดราชวงค์ใดๆแบบถอนรากถอนโคน! วิหารเจิดจรัสมีอำนาจอยู่เหนือราชวงค์ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง

ดังนั้นการมีผู้แข็งแกร่งคอยสนับสนุนจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับราชวงค์

"คาลวิน"

ในที่สุดลินลี่ย์ก็เอ่ยปาก

คาลวินโค้งคำนับเล็กน้อยทันที พร้อมทั้งตั้งใจฟังทุกคำที่ลินลี่ย์กำลังจะเอ่ย

"ท่านเป็นคนของตระกูลลูคัสใช่หรือไม่" ลินลี่ย์พูดเข้าเรื่องสำคัญของเขาทันที

คาลวินพยักหน้า ใบหน้าของเขาปรากฏความภาคภูมิใจและกล่าวว่า "ใช่แล้วท่านผู้นำตระกูลเป็นท่านลุงของข้าเอง"

"ข้าเป็นคนของตระกูลบาลุค"ลินลี่ย์มองตรงไปทีคาลวิน"อันที่จริงมรดกของบรรพชนตระกูลบาลุคของข้านามว่า 'ดาบศึกล่าสังหาร' หลุดลอยไปจากตระกูลข้านานหลายศตวรรษแล้ว ตอนนี้ข้าหวังว่าจะสามารถนำ 'ดาบศึกล่าสังหาร' เล่มนี้กลับคืนสู่ตระกูล เท่าที่ข้ารู้ตอนนี้ดาบเล่มนี้อยู่ในมือตระกูลลูคัสของท่าน"

หลังจากพูดจบ ลินลี่ย์ก็หยุดพูดต่อ

คาลวินอดขมวดคิ้วไม่ได้

" ใช่ 'ดาบศึกล่าสังหาร' ซึ่งเป็นอาวุธของนักรบเลือดมังกรคนแรกใช่หรือไม่" คาลวินมองดูลินลี่ย์

คาลวินเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "คุณชายลินลี่ย์ขอเรียนตามตรงท่านลุงของข้าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในตระกูลแต่ท่านลุงของข้าได้วางมือไปแล้วเมื่อปีก่อนท่านลุงไม่ได้รับผิดชอบดูแลกิจการของตระกูล แล้วเหลือเพียงงานอดิเรกหลักของท่านคือการเป็นนักสะสม และ 'ดาบศึกล่าสังหาร' เป็นหนึ่งในของสะสมที่ท่านมักจะนำมาอวดให้ผู้คนที่มาเยี่ยมท่านดูอยู่บ่อยๆสมบัติชิ้นนี้มีมูลค่าเกือบล้านเหรียญทองเป็นหนึ่งในสมบัติที่มีมูลค่าสูงสุดชิ้นหนึ่งซึ่งตระกูลเราได้เก็บสะสมเอาไว้พูดให้ถูกท่านลุงของข้ารักสมบัติชิ้นนี้เท่าชีวิตของเขาเลยทีเดียวจะให้ท่านลุงยอมปล่อยมือจากมันแล้วขายให้กับท่านข้าเกรงว่านี่...ออกจะยากเอาการเลยทีเดียว "

ลินลี่ย์ขมวดคิ้ว

เดิมที 'ดาบศึกล่าสังหาร' ถูกขายไปเพียง 180,000 เหรียญทอง แม้ว่าตอนนี้จะอยู่ในภาวะเงินเฟ้อมูลค่าทองของศตวรรษที่ผ่านมาได้มากขึ้นกว่าในอดีตราคาของมันในตอนนี้ก็ไม่น่าจะเกินไปกว่า 400,000 เหรียญทอง แต่ราคาที่คาลวินเพิ่งกล่าวออกมาเมื่อครู่คือเกือบหนึ่งล้านเหรียญทอง

ดูเหมือนว่า...

ผู้ที่ขายดาบศึกเล่มนี้ในราคาที่ต่ำเกินจริงเช่นนี้นับเป็น 'ความอัปยศของตระกูล' ชัดๆ

"ท่านคาลวิน 'ดาบศึกล่าสังหาร' เล่มนี้เป็นมรดกของบรรพชนเพียงชิ้นเดียวที่ผ่านกาลเวลามานานกว่า 5,000 ปีท่านคงจินตนการได้ว่ามันมีความสำคัญต่อตระกูลของข้ามากมายเพียงใดสำหรับคนนอกมันคงเป็นเพียงของสะสม แต่สำหรับตระกูลของข้า การสูญเสียมรดกชิ้นนี้คือความอัปยศอดสู" ใบหน้าของลินลี่ย์เปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำและน่ากลัวระหว่างที่เขาพูด

"ข้าจะต้องล้างความอัปยศนี่ออกไปเพื่อกอบกู้เกียรติของตระกูลกลับมาอีกครั้งเพื่อที่จะนำ 'ดาบศึกล่าสังหาร' เล่มนี้กลับมา ข้าพร้อมสู้ราคาไม่ว่าเท่าไหร่ก็ตามท่านเข้าใจที่ข้ากล่าวใช่หรือไม่?" ลินลี่ย์มองตรงไปคาลวิน

คาลวินรู้สึกได้ว่าการสนทนาครั้งนี้ผิดทิศผิดทางไปมาก

เขาเองก็เคยได้ยินประวัติของตระกูลบาลุค จะว่าไปแล้วตระกูลของเขาเองก็มีสิ่งของหลายชิ้นที่เกี่ยวข้องกับตระกูลบาลุค

สำหรับตระกูลหนึ่งที่เคยครองพื้นที่ในทวีปยูลาน ความสำคัญของมรดกตกทอดของพวกเขาพอจะนึกภาพได้  ในอดีต ตระกูลบาลุคอ่อนแอเกินไปและอาจถูกมองข้ามโดยทำอะไรไม่ได้  แต่ตอนนี้ลินลี่ย์ผู้นี้ไม่ทราบว่าโผล่มาจากที่ใด อย่าว่าแต่อนาคตของลินลี่ย์เลยแม้แต่ลินลี่ย์ในปัจจุบันนี้ก็ยากจะจัดการได้

หากลินลี่ย์บอกกับวิหารเจิดจรัสว่าต้องการนำ 'ดาบศึกล่าสังหาร' กลับมาเพื่อล้างความอัปยศให้แก่ตระกูลเป็นไปได้มากว่าตระกูลลูคัสจะต้องยอมมอบมันออกมาอย่างว่าง่าย

แต่หากให้วิหารเจิดจรัสเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เรื่องราวจะซับซ้อนมากขึ้นต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง

"ข้าเข้าใจความหมายของท่าน คุณชายลินลี่ย์" คาลวินเริ่มเครียดเล็กน้อย

ลินลี่ย์ยิ้มและมองไปที่คาลวิน"ข้าหวังว่าตระกูลลูคัสจะเข้าใจว่าข้าอยู่ในภาวะที่วางตัวลำบากในฐานะที่เป็นผู้สืบทอดตระกูล ข้าไม่มีทางเลือกอื่น คาลวินทำไมท่านไม่ลองกลับไปปรึกษากับท่านลุงของท่านก่อนคืนนี้ข้าจะไปเยือนตระกูลของท่านเป็นการส่วนตัว"

"ตระกูลลูคัสของเรายินดีต้อนรับการมาเยือนของคุณชายลินลี่ย์" คาลวินได้เริ่มต้นวางแผนการที่จะกล่อมท่านลุงหัวรั้นของเขาเอาไว้ในใจแล้ว

ขณะที่มองคาลวินเดินจากไป ลินลี่ย์รู้สึกถึงความได้เปรียบเล็กน้อยหลังการพบปะจบลง

แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้รับตำแหน่งใดๆอย่างเป็นทางการ ลำพังแค่ชื่อเสียงกับคำพูดไม่กี่คำ เขาก็สามารถกดดันจิตใจรัฐมนตรีของอาณาจักรได้อย่างง่ายดายนี่ล้วนเป็นผลจากฐานะของเขา และฐานะของเขานั้นได้มาด้วยพลังของเขาเอง

….

กลางดึกคืนนั้น

ห้องรับรองของตระกูลลูคัสเต็มไปด้วยของประดับอย่างมีรสนิยมและมีผู้คนสิบคนอยู่ภายในห้องไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งสิบคนล้วนเป็นคนสำคัญของอาณาจักรเฟนไล ตำแหน่งต่ำสุดในบรรดาพวกเขามียศเป็นถึงท่านเคาท์และเหตุที่ทำให้พวกเขาทั้งหมดมาอยู่รวมกันในที่แห่งนี้ก็เพื่อมาพบลินลี่ย์

ลินลี่ย์ดาวจรัสแสงดวงใหม่แห่งอาณาจักรเฟนไล

แม้ว่าลินลี่ย์จะมีอายุเพียง 17 ปี และแม้ว่าลินลี่ย์จะไม่ได้มีตำแหน่งขุนนางแม้แต่ดยุคของอาณาจักรก็ไม่กล้ารับรองเขาอย่างง่ายๆ

จริงๆแล้วไม่สำคัญว่าจะมีตำแหน่งสูงเพียงใดพวกเขาเพียงวางอำนาจได้เพียงภายในอาณาเขตของอาณาจักรเฟนไลเท่านั้น แต่ลินลี่ย์นั้นต่างออกไปเขาเป็นบุคคลากรล้ำค่าที่ไม่ว่าจะเป็นจักรวรรดิใหญ่ทั้งสี่หรือกระทั่งสองพันธมิตรใหญ่ล้วนจับจ้องตาเป็นมันบางทีอีกไม่กี่สิบปีให้หลังจากนี้ ลินลี่ย์อาจกลายมาเป็นคาดินัลของวิหารเจิดจรัสซึ่งมีฐานะเหนือกว่าราชาของพวกเขาเสียอีก

จะดีที่สุดสำหรับพวกเขาหากสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลินลี่ย์เอาไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้ตอนที่ลินลี่ย์ยังมียศต่ำกว่าพวกเขาและโดยปกติแล้วการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลินลี่ย์เอาไว้ถือเป็นเรื่องสำคัญอยู่แล้ว

ในบรรดาคนกว่าสิบคนในห้องมีเพียงผู้นำตระกูลลูคัสมาร์ควิสเจบส์รู้สึกค่อนข้างอึดอัดใจ เขาเพิ่งจะขึ้นรับตำแหน่งปีนี้และเขาไม่ได้มีงานอดิเรกอื่นนอกเหนือจากการสะสมอาวุธและหนึ่งในอาวุธที่เขารักมากที่สุดคืออาวุธของนักรบเลือดมังกรคนแรกนั่นเองมันเป็นความภาคภูมิใจและความสุขของเขา

แต่ทว่า...ทายาทของนักรบเลือดมังกรคนแรกซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธชิ้นนี้กำลังมาเยือนเพื่อทวงสมบัติชิ้นนี้กลับคืนสู่ตระกูลของเขาอีกครั้ง

"ท่านลินลี่ย์เชิญด้านใน"

"ท่านเยลเชิญด้านใน"

เสียงของคนรับใช้ด้านนอกได้ยินเข้ามาถึงด้านในผู้คนสิบกว่าคนด้านในยิ้มแย้มและหันหน้าไปยังประตูทางเข้าในทันทีแม้ว่าไม่ได้มีความสุขมาร์ควิสเจบส์ก็ยังเค้นรอยยิ้มออกมาบนใบหน้าของเขาได้

นี่เป็นครั้งแรกที่ลินลี่ย์ได้ใช้คำนำหน้าว่า 'ท่าน' นำหน้าชื่อเขา เขาไม่ค่อยได้ใช้มันเขามองไปยังชายชราผมสีเงินสะท้อนแสงวูบวาบเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับกล่าวอย่างสุภาพด้วยรอยยิ้มพรายบนใบหน้า"ขอต้อนรับสู่บ้านของตระกูลข้าด้วยความยินดียิ่งลินลี่ย์และเยล ในฐานะผู้นำตระกูลนี้ตัวข้า เจบส์รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง"

ลินลี่ย์อดเผยรอยยิ้มออกมาบนใบหน้าของเขาไม่ได้ ดูเหมือนเขาโชคดีแล้ว!

จบบทที่ ตอนที่ 5-10 ศักดิ์ฐานะ

คัดลอกลิงก์แล้ว