- หน้าแรก
- โรงงานรถไถ แต่ระบบดันให้สร้างจรวด
- บทที่ 36 - การฝึกไร้น้ำหนัก
บทที่ 36 - การฝึกไร้น้ำหนัก
บทที่ 36 - การฝึกไร้น้ำหนัก
บทที่ 36 - การฝึกไร้น้ำหนัก
ตุลาคมปีนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการอวกาศจีน
หลังจากองค์การอวกาศประชุมปิดลับติดต่อกันสามวัน แผนการพัฒนาทั้งหมดก็ถูกปรับเปลี่ยนขนานใหญ่
อย่างแรก องค์การอวกาศยืนยันว่าจะต้องเร่งพัฒนาจรวดขนส่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ของตัวเองให้เร็วที่สุด
โดยเฉพาะจรวดตระกูลลองมาร์ช 5 6 7 และ 8 ที่จะทยอยเปิดตัวในอีกปีสองปีข้างหน้า ยังพอมีช่องว่างให้ปรับแก้แบบได้
แต่โชคร้ายที่นอกจากลองมาร์ช 6 แล้ว จรวดรุ่นอื่นไม่เหมาะกับการกู้คืนท่อนแรก
เพราะนอกจากลองมาร์ช 6 ที่ใช้เครื่องยนต์ YF100 เครื่องเดียวแล้ว รุ่นอื่นใช้เครื่องยนต์ YF100 หรือ YF77 สองเครื่องติดตั้งคู่กัน
การติดตั้งแบบคู่ทำให้ความยากในการลงจอดแนวดิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ยากกว่าการคุมเครื่องยนต์เดียวเยอะ
ครั้นจะเปลี่ยนโครงสร้างเป็นเครื่องเดียวก็แรงขับไม่พอ จะไปวิจัยเครื่องยนต์ใหม่ที่แรงขับสูงและใช้ซ้ำได้ก็ไม่ทันกิน ก็ต้องแก้ที่ YF100 นี่แหละ
แต่ YF100 แรงขับแค่ 120 ตัน จะให้มันเบ่งพลังเท่าสองเครื่องก็คงเป็นไปไม่ได้
ดังนั้นมติสุดท้ายคือ ลองมาร์ช 6 ที่มีศักยภาพในการใช้ซ้ำได้ ให้เริ่มโครงการ ลองมาร์ช 6 อาร์ หรือ CZ-6R ทันที โดยให้ลอกการบ้านนิวหยวน-1 รุ่น ข มาทั้งดุ้นเลย
แล้วก็ สถาบันวิจัยที่ 6 ที่ไปซื้อเทคโนโลยี K120 มา ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ต้องเอาเครื่องยนต์รุ่นใช้ซ้ำออกมาให้ได้ เพื่อใช้กับ CZ-6R และต้องกู้คืนสำเร็จให้ได้ภายในสิ้นปีหน้า
สถาบันวิจัยที่ 6 และ 8 เจอใบสั่งจากเบื้องบนก็ไม่กล้าหือ ได้แต่ก้มหน้ารับคำสั่ง
ส่วนทีมวิจัยจรวดรุ่นอื่นมีทางเลือกสองทาง หนึ่งคือหาทางทำให้รุ่นที่กำหนดไว้แล้วใช้ซ้ำได้ สองคือรื้อทิ้งทำใหม่ ออกแบบจรวดใช้ซ้ำที่มีหน้าที่เหมือนกันมาแทน
ทางแรกยอมให้เลื่อนเปิดตัวได้หนึ่งปี ทางที่สองให้สองปี
สถาบันวิจัยต่างๆ รับแรงกดดันไปเต็มๆ แต่ก็แยกย้ายกันไปทำงาน
แน่นอนว่าคนที่กดดันที่สุดคือสถาบันวิจัยที่ 6
เพราะการกู้คืนจรวดต้องมีเครื่องยนต์ที่ปรับแรงขับได้กว้างและจุดระเบิดซ้ำได้ ตอนนี้ความหวังเดียวคือ YF100 ถ้าไม่มีเครื่องยนต์ ทุกอย่างก็จบ
เรื่องที่สถาบันวิจัยที่ 6 ซื้อ K120 ก็ถูกขุดขึ้นมาพูด ผู้ใหญ่สื่อความนัยชัดเจนว่าถ้าขนาดนี้ยังทำไม่ได้ ก็ต้องสงสัยแล้วว่าตั้งใจอู้งานหรือเปล่า
เดิมทีสถาบันวิจัยที่ 6 แค่กะจะศึกษา K120 แล้วค่อยๆ ปรับปรุง YF100 แต่ตอนนี้ต้องตั้งโครงการ YF100K ทันที โดยสเปกต้องเท่ากับ K120V และต้องทดสอบเดินเครื่องภายในหนึ่งปี
ช้าสุดคือสองปี ถ้าทำไม่สำเร็จ หัวหน้าโครงการจรวดทั้งสี่รุ่นคงรุมชี้นิ้วมาที่สถาบันวิจัยที่ 6 ว่า ดูสิ ไม่ใช่ความผิดผมนะ เครื่องยนต์มันไม่มา
ส่วนพนักงานสถาบันวิจัยที่ 6 ก็เตรียมตัวเข้าสู่ยุคมืดแห่งการทำโอทีได้เลย
...
ข้างนอกปั่นป่วนวุ่นวาย แต่ตัวต้นเหตุอย่างหลินจวี้กลับหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่สนามบินอูหลานฮาซาน เพื่อสัมผัสประสบการณ์ฝึกไร้น้ำหนัก
เขาโดนพวกสถาบันการเงินตื๊อจนรำคาญ เลยโยนให้ลูกน้องรับหน้า ส่วนตัวเองว่างจัดเลยมาดูสามหน่อฝึกบิน
ผู้พันหวังจื้อ หัวหน้าฝูงบิน กระตือรือร้นมาก คะยั้นคะยอให้เขาขึ้นไปลองด้วย
หลินจวี้ที่ใจก็อยากลองอยู่แล้วเลยตอบตกลง แต่พอขึ้นเครื่องเขาก็เริ่มเสียใจ
แม้จะเชื่อมั่นในทีมช่างและฝีมือผู้พันหวัง แต่พอเห็นสภาพในห้องโดยสารเขาก็พูดไม่ออก
สมกับเป็นเครื่องบินที่ออกแบบยุค 60 การตกแต่งภายใน... ไม่มีสักชิ้น
เพื่อความสะดวกในการฝึกและเพิ่มอัตราการไต่ระดับ เครื่องบินถูกลดน้ำหนักจนเหี้ยน ของที่ไม่จำเป็นนอกจากระบบปรับแรงดันถูกรื้อทิ้งเกลี้ยง แม้แต่พื้นห้องโดยสาร
ที่นั่งคือโครงเหล็กขึงผ้าใบยึดกับผนังเครื่องบิน มีเข็มขัดนิรภัยรูปตัว X ดูแล้วก็น่าจะแข็งแรงดี
ห้องโดยสารโล่งโจ้งดูกว้างขวางก็จริง แต่เห็นสายไฟท่อทางเดินเกะกะเต็มพื้นเต็มเพดาน บวกกับโครงสร้างภายในสีซีดจาง ทำให้สัมผัสได้ถึงความขลังทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน
แต่ตอนนี้จะเปลี่ยนใจก็ไม่ทันแล้ว ผู้พันหวังกับนักบินอีกคนขับเครื่องบินทะยานขึ้นฟ้าด้วยความเร็วที่เครื่องบินพาณิชย์เทียบไม่ติด แค่รู้สึกว่าเครื่องขยับไม่กี่อึดใจ หัวเครื่องก็เชิดสูง พุ่งขึ้นฟ้าด้วยแรงขับจากเครื่องยนต์เทอร์โบแฟน D30KU สามเครื่อง
หลินจวี้ที่นั่งหันหลังพิงผนังเครื่องรู้สึกเหมือนเครื่องบินตั้งฉากกับพื้น ตัวเขาห้อยต่องแต่งอยู่ได้ด้วยเข็มขัดนิรภัย
โจวรุ่ยกับจ้าวเสี่ยวเหวินที่นั่งตรงข้ามก็กำเข็มขัดแน่น กลัวหลุดร่วงไปทางหางเครื่อง
มีแต่เติ้งเหล่ยที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังมีอารมณ์มองวิวหน้าต่าง แถมยังพูดติดตลกอย่างสบายใจ
"มุมแค่นี้ไม่ถึง 30 องศาหรอก ไต่ระดับน่ะไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือตอนดิ่งลงต่างหาก คุณนั่งอยู่ในห้องนักบินที่ยื่นออกไปครึ่งตัว ดิ่งลงด้วยความเร็วเหนือเสียง พื้นดินขยายใหญ่ขึ้นต่อหน้าต่อตา เลือดไหลลงขา..."
"อ๊าก... พี่เติ้งอย่าพูดครับ ผมรู้สึกขาหนักๆ แล้วเนี่ย"
"เสี่ยวจ้าวพูดถูก เครื่องบินเก่ากึ๊กนี่จะไปเทียบกับเครื่องบินรบได้ไง ฟังเสียงสิ ตรงที่ควรดังก็ดัง ตรงที่ไม่ควรดังก็ดัง ฉันคิดผิดจริงๆ ที่มาด้วย"
หลินจวี้ฟังแล้วก็ขนลุกเหมือนกัน เพราะไม่มีฉนวนกันเสียง เสียงลมปะทะตัวเครื่องดังสนั่นหวั่นไหว ให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
โชคดีที่ผ่านไปไม่นาน เสียงประกาศก็ดังขึ้น บอกว่าเครื่องบินจะเริ่มดำดิ่ง ห้ามปลดเข็มขัดจนกว่าเจ้าหน้าที่จะอนุญาต
สิบกว่าวินาทีต่อมา ตู-154 ที่อยู่เหนือเมฆก็กดหัวลง เริ่มแรกหลินจวี้รู้สึกถึงแรงเหวี่ยงเหมือนรถไฟเหาะขาลง แต่พอเครื่องเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ แรงโน้มถ่วงที่กดทับร่างกายก็ค่อยๆ หายไป ตัวเริ่มเบาหวิว
เขาลองโบกมือ รู้สึกแค่แรงต้านอากาศในห้องโดยสาร แต่ไร้น้ำหนัก
"ท่านผู้โดยสาร ปลดเข็มขัดได้แล้วครับ เรามีเวลา 28 วินาที กรุณาเกาะกลุ่มอยู่แถวที่นั่ง ถ้ารู้สึกไม่ดีบอกทันทีนะครับ"
ทั้งสี่คนและครูฝึกทยอยปลดเข็มขัด หลินจวี้ลองใช้ส้นเท้าถีบผนังเบาๆ ตัวเขาก็ลอยละล่องไปฝั่งตรงข้าม
พอมือไปปัดโดนเพดาน ร่างกายก็เริ่มหมุนติ้ว
พอเขาหดแขนขาไม่แตะต้องอะไร ร่างกายไร้จุดยึดเหนี่ยว เหมือนคนจมน้ำที่เวิ้งว้างแต่ก็รู้สึกโล่งสบายอย่างประหลาด
ยังไม่ทันได้ดื่มด่ำ ครูฝึกก็เข้ามาจับตัวพวกเขากดลงที่นั่ง เพราะการดิ่งรอบแรกกำลังจะจบลง
วันนั้น นักท่องเที่ยวและชาวบ้านแถวทุ่งหญ้าอูหลานฮาซานได้เห็นภาพแปลกตา
เครื่องบินสีขาวทรงโบราณลำหนึ่ง เดี๋ยวก็พุ่งลงมาจากเมฆ เดี๋ยวก็เชิดหัวขึ้นฟ้า แล้วก็พุ่งลงมาอีก
วนเวียนอยู่แบบนี้ 26 รอบ หลายคนถ่ายรูปเก็บไว้โพสต์ลงเน็ต
แต่คนบนเครื่องอย่างหลินจวี้ฟินสุดๆ รวมเวลาไร้น้ำหนักสิบกว่านาที ทั้งสามหน่อที่มาฝึกด้วยก็ได้สัมผัสรสชาติของการไร้น้ำหนักกันถ้วนหน้า
พอกลับลงพื้น ร่างกายเริ่มชินกับแรงโน้มถ่วง หลินจวี้ก็ได้รับโทรศัพท์จากบริษัท บอกว่ามีกลุ่มทุนเสนอเงิน 1 พันล้านดอลลาร์แลกกับหุ้น 30% ทำเอาเขาเจ็บจี๊ดที่หัวใจ
เขาเหนื่อยแทบตายเพิ่งหาเงินได้ไม่ถึง 50 ล้านดอลลาร์ แต่พวกเศรษฐีน้ำมันพวกนี้จ่ายเงินเหมือนเศษตังค์ มิน่าล่ะใครๆ ก็ชอบระดมทุน เงินมันหาง่ายแบบนี้นี่เอง
สเปซเอ็กซ์ของเฮียมัสก์ก็เพราะมีนักลงทุนเยอะสินะ ถึงได้กล้าทำระเบิดเล่นรัวๆ
จู่ๆ หลินจวี้ก็นึกถึงโลโก้รูปตัว T ของเทสลา
ใครบอกว่าบริษัทอวกาศต้องหากินแต่กับปล่อยจรวด เอาเทคโนโลยีข้างเคียงมาหาเงินเลี้ยงจรวดก็ได้นี่นา
[จบแล้ว]