- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 370: ปริศนาในใจ (ฟรี)
บทที่ 370: ปริศนาในใจ (ฟรี)
บทที่ 370: ปริศนาในใจ (ฟรี)
บนหน้าผาแห่งนี้ จุดที่พอจะให้พักหายใจได้ชั่วครู่มีไม่มากนัก หรือจะพูดให้ถูกก็คือน้อยจนน่าสมเพช
ถึงแม้เริ่นเหอจะหยุดพักเพื่อปรับอัตราการเต้นของหัวใจเพียงเล็กน้อย มันก็ยังเป็นการใช้พลังงานอยู่ดี เพราะเขาต้องพยายามเกาะตัวเองไว้กับหน้าผา พละกำลังยังคงถูกรีดออกมาอย่างต่อเนื่อง
เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้กินช็อกโกแลต เรื่องที่แม้แต่ฮอนโนลด์ยังทำได้ด้วยมือเปล่า ในทางทฤษฎีแล้วเขาก็ย่อมทำได้เช่นกัน
และตอนนี้ เขากำลังจะเปลี่ยนทฤษฎีนั้นให้กลายเป็นความจริง
อันที่จริง ความเร็วของเริ่นเหอเหนือกว่าฮอนโนลด์ไปแล้ว ฮอนโนลด์ไม่มีความทรงจำที่เทียบเท่ากับเริ่นเหอได้ จึงไม่สามารถเลือกเส้นทางและจุดยึดเหนี่ยวได้โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดแบบที่เริ่นเหอทำ ดังนั้นหากพูดถึงความเร็วแล้ว เริ่นเหอย่อมได้เปรียบกว่าอย่างแน่นอน
ช่วง 200 เมตรสุดท้าย ทุกคนมองเห็นความเหนื่อยล้าของเริ่นเหอได้อย่างชัดเจน เสื้อแขนสั้นบนตัวเขาเปียกโชกไปหมดแล้ว เหงื่อยังคงไหลซึมออกมาจากรูขุมขนบนผิวหนังไม่หยุดหย่อน สถานที่ที่เขาปีนผ่านไปยังคงทิ้งร่องรอยของผงแมกนีเซียมเอาไว้ จุดสีขาวเล็กๆ ทีละจุด เมื่อเชื่อมต่อกัน มันก็คือเส้นทางทั้งหมดของเขา
พอถึง 100 เมตรสุดท้าย ทุกคนต่างก็ลุ้นจนเหงื่อตกแทนเริ่นเหอ เพราะทุกคนมองออกว่าในตอนนี้เริ่นเหอเริ่มจะหมดแรงแล้ว
ขนาดมองผ่านกล้องส่องทางไกลยังเห็นแขนของเขาสั่นเทา นั่นคือข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุด
พละกำลังของเริ่นเหอน่าจะเหนือกว่าฮอนโนลด์ แต่ความเร็วของเขาก็มากกว่าฮอนโนลด์หลายเท่าตัวเช่นกัน ผลที่ตามมาคือการใช้พละกำลังที่มากกว่าที่ฮอนโนลด์เคยใช้ไปมหาศาล
อีกทั้ง ต่อให้เป็นฮอนโนลด์เอง ตอนที่เข้าใกล้ช่วง 150 เมตรสุดท้ายในแนวดิ่งก่อนถึงยอดผา เขาก็แสดงอาการหมดแรงออกมาแล้วเช่นกัน
แต่การหมดแรงก็ไม่ได้หมายถึงความล้มเหลว เริ่นเหอเชื่อว่าปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จได้ก็คือพลังใจที่แข็งแกร่ง
มาถึงจุดนี้ สิ่งที่เริ่นเหอใช้สู้ไม่ใช่เทคนิคหรือพละกำลังอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นพลังใจล้วนๆ
และเขาเชื่อว่า ตัวเขาที่เคยผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครหน้าไหนทั้งนั้น
เมื่อปลายนิ้วของเริ่นเหอเกี่ยวเข้ากับขอบบนสุดของหน้าผาได้ในที่สุด ความรู้สึกของเขาก็พลันปลอดโปร่ง โล่งสบาย... สำเร็จแล้ว...
ฉันทำสำเร็จแล้ว!
เขออกแรงแขนทั้งสองข้างดึงร่างของตัวเองขึ้นไปอย่างยากลำบาก เมื่อขึ้นไปถึงยอดผาก็ทิ้งตัวนอนหอบหายใจอย่างหนักอยู่บนลานหิน เริ่นเหอถอดผ้าพันคอสีแดงออกแล้วถามทีมงานของ TK ว่า “ผมใช้เวลาไปเท่าไหร่?”
“4 ชั่วโมง 47 นาที!” ทีมงานของ TK ตอบกลับมาอย่างตื่นเต้น
พวกเขาจะไม่ตื่นเต้นได้ยังไง ในเมื่อสิ่งที่พวกเขากำลังเป็นพยานอยู่นี้คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการปีนผาด้วยมือเปล่า!
ก่อนหน้าเริ่นเหอ สถิติที่เร็วที่สุดก็ยังปาเข้าไป 5 วัน แต่เริ่นเหอกลับใช้เวลาแค่สี่ชั่วโมงกว่าๆ นี่มันเป็นคนละเรื่องกันเลย!
เหมือนกับตอนที่คุณเล่นเกมลงดันเจี้ยน สถิติการฆ่าบอสครั้งแรกของคนอื่นคือ 3 ชั่วโมง แต่คุณกลับใช้เวลาแค่ 30 นาที แค่ใช้สมองคิดดูก็รู้แล้วว่านี่คือการต่อสู้ที่ระดับฝีมือต่างกันโดยสิ้นเชิง
เริ่นเหอยิ้มออกมา เขาทำสำเร็จแล้ว แม้แต่ในชาติก่อน เขาก็ยังเป็นนักปีนผามือเปล่าที่พิชิตยอดฮาล์ฟโดมได้เร็วที่สุดโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน!
ไม่มีใครรู้ว่าคู่แข่งในใจของเริ่นเหอไม่ใช่นักปีนผามือเปล่าอันดับหนึ่งคนปัจจุบันมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่เป็นมาตรฐานที่เขาตั้งไว้ในใจของตัวเองต่างหาก!
ทว่าในตอนนั้นเอง ทีมงานของ TK ก็ยื่นวิทยุสื่อสารให้เริ่นเหอ ในนั้นเป็นเสียงของอันซื่อ “ตอนนี้นอกอุทยานแห่งชาติโยเซมิตีมีคนมากันเพียบเลย พวกเขามาหานายนั่นแหละ พวกเขาเดาได้แล้วว่านายอยู่ที่นี่ จะทำยังไงดี?”
เริ่นเหอชะงักไปเล็กน้อย ตามมาถึงนี่เลยเหรอ?! เขาถามผ่านวิทยุสื่อสาร “พวกเขาต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะมาถึงที่นี่?”
“ครึ่งวัน!” อันซื่อตอบ อุทยานแห่งชาติโยเซมิตีนั้นกว้างใหญ่มาก ต่อให้เข้ามาข้างในแล้วก็ยังต้องเดินทางอีกนาน
เริ่นเหอครุ่นคิดอยู่หลายวินาทีแล้วพูดว่า “ช็อกโกแลตที่ฉันให้นายเอามาด้วยล่ะ เอามามั้ย?”
“เอามาสิ” อันซื่อไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงมาถามคำถามนี้ในเวลาแบบนี้
“ดีแล้วที่เอามา งั้นเริ่มท้าทายกำแพงรุ่งอรุณกันเลย!” เริ่นเหอพูดอย่างเด็ดเดี่ยว
นี่คือวิทยุสื่อสาร ไม่ใช่โทรศัพท์ ทีมงานเกือบทุกกลุ่มจะมีวิทยุสื่อสารอยู่หนึ่งเครื่อง และยังเป็นแบบเปิดลำโพงด้วย ดังนั้นทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์จึงได้ยินคำพูดของเริ่นเหอพร้อมกัน: งั้นเริ่มท้าทายกำแพงรุ่งอรุณกันเลย!
เชี่ย นี่มันบ้าไปแล้วเหรอ วันเดียวท้าทายหน้าผาสองแห่ง? ทุกคนเพิ่งจะเห็นกับตาว่าเริ่นเหอเหนื่อยล้าแค่ไหนตอนอยู่บนฮาล์ฟโดม จะไปท้าทายต่อได้ยังไง?
เสียงของอันซื่อก็คำรามลั่นผ่านวิทยุสื่อสาร “นายไม่รักชีวิตแล้วรึไง? หยางซีก็อยู่ที่นี่นะ นายจะให้เธอดูนาไปตายเหรอ?!”
เริ่นเหอพูดอย่างสงบ “เชื่อฉัน”
เพียงคำพูดเรียบง่ายสามคำ กลับแฝงไปด้วยพลังวิเศษอันไร้ขีดจำกัด เชื่อฉัน แค่พวกนายเชื่อฉันก็พอแล้ว!
“ปล่อยเชือก ผมจะใช้เชือกลงไปเลย” เริ่นเหอพูดกับทีมงานของ TK อย่างใจเย็น ทีมงานของ TK ก็ยึดเชือกให้แน่นแล้วยื่นให้เริ่นเหออย่างไม่รู้ตัว...
ทุกคนล้วนรู้สึกว่าอัศวินอาจจะบ้าไปแล้ว อัศวินไม่รักชีวิตแล้ว!
แต่ไม่รู้ว่าทำไม ทุกคนกลับเลือกที่จะเชื่อเขาในวินาทีนี้ เชื่ออย่างสุดหัวใจ! นี่แหละคือมนตร์เสน่ห์ของอัศวิน!
ทุกคนเงียบกริบ พวกเขาที่เมื่อครู่ยังโห่ร้องด้วยความยินดี ตอนนี้กลับไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น การท้าทายหน้าผาสองแห่งภายในวันเดียว มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
อัศวินสามารถค่อยๆ ปีนขึ้นฮาล์ฟโดมก็ได้ แต่เขากลับเลือกที่จะทำลายขีดจำกัดด้านความเร็ว เขาสามารถรอวันอื่นในอนาคตเพื่อมาท้าทายกำแพงรุ่งอรุณก็ได้ แต่เขากลับเลือกที่จะทำมันในตอนนี้
พวกเขามองร่างของเริ่นเหอที่โรยตัวลงจากเชือกอย่างรวดเร็ว ในใจรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอ นี่สินะชีวิตของคนอื่น? ช่างน่าตื่นตาตื่นใจอะไรขนาดนี้!
พอเริ่นเหอลงมาถึงข้างล่าง เขาก็รับช็อกโกแลตถุงใหญ่ที่อันซื่อยื่นให้มากินพลางขึ้นรถพลาง ส่วนคนอื่นๆ ก็เก็บอุปกรณ์ถ่ายทำ ขบวนรถมุ่งหน้าไปยังกำแพงรุ่งอรุณแห่งภูเขาเอลคาปิตัน! ส่วนคนที่อยู่บนยอดผาก็ค่อยๆ ลงจากเขาแล้วขับตามหลังขบวนรถไป เริ่นเหอมอบหมายภารกิจใหม่ให้พวกเขาแล้ว
ขบวนรถออฟโรดเจ็ดคันทะยานฝุ่นตลบจากไป ทิ้งไว้เพียงฮาล์ฟโดมที่ยังคงตั้งตระหง่านอย่างเงียบขรึมอยู่ที่เดิม
...
ครึ่งวันต่อมา แฟนคลับตัวยงของอัศวินหลายร้อยคนก็เดินทางมาถึงฮาล์ฟโดมเป็นกลุ่มแรก ด้านหลังพวกเขายังมีคนอีกหลายพันคนที่กำลังทยอยเดินทางมา นี่แหละคือเสน่ห์ของอัศวิน
เมื่อมาถึงฮาล์ฟโดม ทุกคนก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ไม่มีคนเลย ทำไมไม่มีใครสักคน
ไม่น่าใช่สิ ถ้าอัศวินมาท้าทายที่นี่จริงๆ ตามหลักแล้วเวลาที่พวกเขามาถึงก็น่าจะเร็วพอแล้วไม่ใช่เหรอ จากวันที่เว็บไซต์อัปเดตจนถึงตอนนี้ก็เพิ่งผ่านไปแค่ 3 วันครึ่งเอง อัศวินจะปีนฮาล์ฟโดมยังไงก็ต้องใช้เวลา 5 วันไม่ใช่เหรอ
ดังนั้นเมื่อคำนวณตามเวลานี้ ก่อนหน้านี้ทุกคนยังคิดอย่างตื่นเต้นว่าตอนที่มาถึงน่าจะได้เห็นท่วงท่าอันสง่างามในการปีนผาด้วยมือเปล่าของอัศวินพอดี แต่ผลลัพธ์คือพอมาถึงกลับไม่เจอแม้แต่เงา!
นี่มันไม่สมเหตุสมผล... เดี๋ยวนะ!
มีคนร้องอุทานขึ้นมา “พวกนายดูนั่น บนฮาล์ฟโดม!”
หืม บนฮาล์ฟโดมมีอะไร? ทุกคนเพ่งมองอย่างละเอียด รอยผงแมกนีเซียมสีขาวบริสุทธิ์ที่ยังใหม่อยู่ทอดยาวจากตีนผาขึ้นไปจนถึงยอดเขา มีคนหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมาดูอย่างละเอียด “เชี่ย นี่มันร่องรอยของคนเพิ่งปีนถึงยอดเขานี่นา พวกนายดูสิ ผงแมกนีเซียมพวกนี้เพิ่งถูกทิ้งไว้ บนผงไม่มีร่องรอยฝุ่นเลยแม้แต่น้อย!”
“นี่อัศวินทิ้งไว้เหรอ?” มีคนถามอย่างประหลาดใจ “พวกเรามาช้าไป!”
“ต้องเป็นอัศวินแน่นอน ไม่งั้นใครจะว่างมาท้าทายที่นี่แบบเงียบๆ ล่ะ” มีคนฟันธงแล้วว่านี่ต้องเป็นร่องรอยที่อัศวินทิ้งไว้แน่นอน
แต่ประเด็นสำคัญคือ ถ้าหากนี่เป็นร่องรอยที่อัศวินเพิ่งปีนถึงยอดเขาจริงๆ แล้วเขาใช้เวลาไปเท่าไหร่กัน? 3 วันครึ่งเหรอ? นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว ทำลายสถิติเดิมไปวันครึ่งเลยนะ?
ทว่าในความเป็นจริง พวกเขายังอยู่ห่างไกลจากความจริงมากนัก...