- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 340: นักเปียโนผู้ร้อยเรียงบทกวี (ฟรี)
บทที่ 340: นักเปียโนผู้ร้อยเรียงบทกวี (ฟรี)
บทที่ 340: นักเปียโนผู้ร้อยเรียงบทกวี (ฟรี)
เรื่องการดัดแปลงบทเพลงนั้น ปรมาจารย์แต่ละท่านก็มีเวอร์ชันเป็นของตัวเอง ไม่มีใครที่จะบรรเลงได้เหมือนกับคนก่อนหน้า
และเวอร์ชันที่เริ่นเหอกำลังบรรเลงอยู่ตอนนี้ ก็คือเวอร์ชันที่ยากที่สุด แถมยังแฝงไว้ด้วยอารมณ์ที่เปี่ยมล้นและฮึกเหิมซึ่งเผยออกมาท่ามกลางห้วงอารมณ์อันแสนรันทด เรียกได้ว่าสะกดทุกคนในที่นั้นให้ตกตะลึงได้ในทันที
เหตุผลที่หยางซีอยากเรียนเปียโนก็เพราะเคยได้ยินเริ่นเหอบรรเลงเพลงโครเอเชียนแรปโซดีที่โรงเรียนมัธยมหมายเลข 4 ในตอนนั้น ความรู้สึกที่ได้ฟังการแสดงเดี่ยวเปียโนระดับปรมาจารย์ด้วยหูของตัวเองแบบสดๆ มันช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิง มันเปี่ยมไปด้วยพลังที่สามารถส่งผ่านไปถึงผู้ฟังได้!
การที่พาเธทิคโซนาต้า บทที่สาม สามารถโด่งดังไปทั่วโลกได้ย่อมมีเหตุผลในตัวของมันเอง ท่วงทำนองของมันไพเราะงดงามจนยากที่ใครจะต้านทานได้
และในวินาทีนี้เองที่เหล่านักเรียนของเริ่นเหอรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหมือนได้เจอกับของล้ำค่า มิน่าล่ะ ศาสตราจารย์คนอื่นๆ ถึงได้บอกว่า เดิมทีทางสถาบันตั้งใจจะเชิญคนคนนี้มาเป็นศาสตราจารย์ภาควิชาประพันธ์เพลง แต่เพราะเจ้าตัวไม่อยากสอนการประพันธ์ ถึงได้ถูกจัดให้มาเป็นศาสตราจารย์ในคลาสเปียโนแทน
ไม่ว่าจะมองในแง่ของการประพันธ์เพลง หรือการบรรเลงเปียโน นี่คือปรมาจารย์ตัวจริงเสียงจริงอย่างไม่ต้องสงสัย!
ถ้าหากเขาไปอยู่ภาควิชาประพันธ์เพลงจริงๆ แล้วพวกเขาจะไปหาอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงเช่นนี้ได้จากที่ไหนกัน?
นิ้วของเริ่นเหอโลดแล่นอยู่บนคีย์เปียโนอย่างพลิ้วไหวราวกับสายน้ำและหมู่เมฆ ยังไม่พูดถึงความเพลิดเพลินที่ได้รับจากการฟัง แค่ได้มองนิ้วคู่นั้นก็ทำให้รู้สึกเจริญตาเจริญใจแล้ว
เมื่อเขาบรรเลงจบและลุกขึ้นยืน นักเรียนทุกคนรวมถึงหยางซีต่างก็ปรบมือให้เกียรติ แม้แต่หยางซีเองก็เพิ่งเคยได้ยินเพลงนี้เป็นครั้งแรก ความหมายของดนตรีคลาสสิกไม่ได้หมายความว่าเป็นดนตรีโบราณ แต่เป็น "ดนตรีที่จริงจัง"
ซึ่งมันแตกต่างไปจากแนวเพลงที่เริ่นเหอเคยเขียนมาโดยสิ้นเชิง หยางซีไม่รู้จริงๆ ว่ายังมีอะไรอีกบ้างที่เริ่นเหอทำไม่เป็น!
เริ่นเหอยิ้มพลางพูดว่า “อีกสองสามวันจะเอาโน้ตเพลงมาให้พวกเธอนะ แต่สิ่งที่ต้องจำไว้คืออย่าเลียนแบบอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ต้องพิจารณาถึงการตีความวรรคกลอนของบทเพลงที่ฉันใช้ในเพลงนี้ด้วย จำไว้ว่า ตลอดหนึ่งปีนี้ สิ่งสำคัญที่สุดที่พวกเธอจะได้เรียนรู้จากฉัน ก็คือการเรียนรู้วิธีตีความวรรคกลอนของบทเพลง”
วรรคกลอน... ทันใดนั้นทุกคนก็รู้สึกว่าการฝึกฝนอันน่าเบื่อหน่ายของพวกเขาในตอนนี้ กลับมาเปี่ยมไปด้วยความโรแมนติกอีกครั้ง
การฝึกซ้อมซ้ำๆ วันแล้ววันเล่าทำให้ทุกคนเริ่มรู้สึกว่าชีวิตแบบนี้ช่างน่าเบื่อจริงๆ ที่ยังคงทนอยู่ได้ก็เพราะความรักที่มีต่อมัน แต่เมื่อจบคลาสนี้ ชีวิตของทุกคนก็ถูกเติมเต็มด้วยความสดใหม่อีกครั้ง มันน่าสนใจมาก!
หลังจากเลิกคลาสได้ไม่นาน ผู้คนจำนวนมากในสถาบันดนตรีจูลเลียร์ดก็รู้ข่าวกันแล้วว่า ศาสตราจารย์น้อยคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามา สามารถใช้เปียโนร้อยเรียงบทกวีได้...
และทฤษฎีเปียโนของเริ่นเหอก็สามารถนำไปใช้กับศาสตร์ดนตรีแขนงอื่นได้เช่นกัน นั่นคือเมื่อไปถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็ต้องเริ่มพิจารณาว่าจะจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างเสียงหนักเบาเหล่านี้อย่างไร เพื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึกของตนเองออกมา วิธีการจัดการเช่นนี้ก็เปรียบเสมือนการเขียนบทกวี
อันที่จริง หลายคนก็พอจะเข้าใจหลักการนี้อยู่บ้างอย่างคลุมเครือ แต่เริ่นเหอคือคนแรกที่นำเสนอมันออกมาอย่างเป็นทางการด้วยวิธีการที่งดงามเช่นนี้ ทำให้ทุกคนรู้สึกเห็นพ้องและยอมรับอย่างสุดซึ้ง นี่คือการทำให้ผลงานของพวกเขาสวยงามขึ้น
อาจารย์บางคนเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนในแวดวงดนตรีฟังอย่างมีความสุข ทุกคนก็พลันพบว่า แทบทุกคนต่างเห็นด้วยกับคำพูดเช่นนี้อย่างมาก แม้ว่าโน้ตเพลงส่วนใหญ่จะเหมือนกัน แต่ในใจของแต่ละคนก็มีบทกวีที่แตกต่างกันไป
เพราะความรู้สึกยอมรับและเสียงสะท้อนในใจ ทฤษฎีที่ดูโรแมนติกเล็กน้อยนี้จึงแพร่กระจายไปในแวดวงดนตรีอย่างรวดเร็ว และทุกคนต่างก็รู้ว่า นี่คือสิ่งที่ศาสตราจารย์น้อยแห่งสถาบันดนตรีจูลเลียร์ดเป็นผู้เสนอขึ้นมา!
ศาสตราจารย์น้อย... ฉายานี้ก็แพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนรู้สึกว่ามันช่างเหมาะกับศาสตราจารย์หนุ่มวัย 16 ปีคนนั้นอย่างยิ่ง
และในคืนวันนั้นเอง ก็มีวิดีโอชื่อ “ศาสตราจารย์น้อยวัย 16 ปีแห่งสถาบันดนตรีจูลเลียร์ด · พาเธทิคโซนาต้า บทที่สาม” ถูกปล่อยลงบนโลกออนไลน์ ในวิดีโอเป็นภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งตัวตรงอยู่หน้าเปียโน วิดีโอถ่ายจากด้านหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เริ่นเหอขอไว้ เขาสามารถจินตนาการได้ว่าช่วงนี้อาจจะดังขึ้นมา หรืออาจจะดังไปถึงประเทศจีนเลยก็ได้...
ท่วงทำนองที่บรรเลงในวิดีโอนี้ช่างไพเราะจับใจ อารมณ์ความรู้สึกก็เปี่ยมล้นอย่างยิ่ง และที่สำคัญ เพลงนี้เป็นเพลงที่ทุกคนเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก!
ในตอนนี้เองที่ทุกคนนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ก่อนหน้านี้ประธานโจเซฟเคยโพสต์ข้อความไว้ว่า เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะให้ศาสตราจารย์น้อยคนนี้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ภาควิชาประพันธ์เพลง แต่เจ้าตัวเองไม่อยากสอน เลยได้มาเป็นศาสตราจารย์คลาสเปียโนในที่สุด!
นี่เป็นเพลงที่เขาแต่งขึ้นเองหรือ? ท่วงทำนองที่บางครั้งก็สนุกสนาน บางครั้งก็ฮึกเหิมในบทเพลงนั้นมันช่างไพเราะเหลือเกิน!
เมื่อวิดีโอการแสดงถูกปล่อยออกมา ก็ไม่มีใครกังขาในฝีมือของศาสตราจารย์น้อยคนนี้อีกต่อไป ถึงขั้นชื่นชมในวิสัยทัศน์ของโจเซฟที่กล้าใช้คนโดยไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ จนแทบจะกลายเป็นตำนานบทหนึ่งในแวดวงดนตรี ทำเอาโจเซฟยิ้มปากแทบฉีก พอเจอหน้าเริ่นเหอก็เรียกแต่ศาสตราจารย์น้อยๆ...
แต่ก็มีเรื่องแทรกซ้อนเล็กน้อย ผู้ปกครองของนักเรียนภาควิชาประพันธ์เพลงเรียกร้องขอดูผลงานการประพันธ์เพลงชิ้นอื่นๆ ของเริ่นเหอ และถ้าเป็นไปได้ ก็ขอให้เขามาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ภาควิชาประพันธ์เพลง...
เหตุผลที่พวกเขาร้องขอเช่นนี้ก็ง่ายมาก ปัจจุบันภาควิชาประพันธ์เพลงยังไม่มีผู้ที่เหมาะสมมารับตำแหน่ง ยังคงเป็นศาสตราจารย์จากคลาสไวโอลินที่มาสอนควบอยู่ เพราะศาสตราจารย์ท่านนี้ก็มีชื่อเสียงในแวดวงการประพันธ์เพลงเช่นกัน แต่เห็นได้ชัดว่าในใจของผู้ปกครองต่างก็มีข้อสรุปเป็นของตัวเอง หลังจากได้ฟังเพลงที่ทั้งสองคนแต่งแล้ว มันแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเลย
ศาสตราจารย์คลาสไวโอลินได้แต่หัวเราะขื่นๆ “ผมก็ยอมรับว่าผมสู้ศาสตราจารย์น้อยไม่ได้ แต่นี่มันก็ทำร้ายจิตใจกันเกินไปหน่อย” อันที่จริงเขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ตั้งแต่ตอนที่เริ่นเหอบรรเลงเพลงสี่เพลงรวด เขาก็ยอมรับว่าตัวเองด้อยกว่าแล้ว ดังนั้นการที่คนอื่นบอกว่าเขาสู้เริ่นเหอไม่ได้ เขาก็ไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองอะไรเลย ซ้ำยังรู้สึกว่าฝีมือไวโอลินของตัวเองก็คงได้แค่ทัดเทียมกับเริ่นเหอเท่านั้น อีกฝ่ายจะสอนควบสามภาควิชาก็ยังได้... นี่มันอัจฉริยะปีศาจชัดๆ!
โจเซฟจึงไปขอความเห็นจากเริ่นเหอ “เธอดูสิ เมื่อก่อนเป็นฉันที่ต้องฝืนมติมหาชน ตอนนี้กลับเป็นที่ต้องการของทุกคนแล้ว เธจะไปรับผิดชอบตำแหน่งนี้หน่อยไหม?”
“ไม่ได้ครับ” เริ่นเหอปฏิเสธทันที ไม่ใช่ว่าไม่ไว้หน้าโจเซฟ แต่เป็นเพราะตัวเองยังต้องไปบริจาคห้องน้ำ... ไม่สิ ห้องสมุดให้มหาวิทยาลัยโคลัมเบียอีก พอไปถึงที่นั่นก็ต้องเข้าเรียนไม่ใช่หรือ? ตอนนี้ที่ภาควิชาเปียโนตัวเองมีสอนแค่ 2 คลาสต่อสัปดาห์ สอนเสร็จก็เป็นเวลาฝึกซ้อมของนักเรียนแล้ว เวลาของเขาเองก็จะเหลือเฟือมาก ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถรับสอนคลาสอื่นเพิ่มได้จริงๆ
แต่เริ่นเหอก็เผื่อทางหนีทีไล่ให้ตัวเอง “ถ้าสุดท้ายแล้วยังหาศาสตราจารย์ภาควิชาประพันธ์เพลงที่เหมาะสมไม่ได้ เราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันใหม่อีกทีดีไหมครับ?”
เดิมทีโจเซฟเห็นเริ่นเหอปฏิเสธอย่างไม่ลังเลก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ตอนนี้ยังพอมีช่องทางอยู่ ก็ยังนับว่าเป็นเรื่องดี ไม่แน่ว่าอาจจะมีโอกาสก็ได้ โจเซฟเป็นคนที่มีความกระหายในผู้มีความสามารถอยู่แล้ว เพื่อสถาบันดนตรีจูลเลียร์ด เขาสามารถทุ่มเทได้มากมาย เขาสามารถเป็นคนรับคำวิจารณ์จากภายนอกแทนเริ่นเหอได้ เพียงเพื่อให้สถาบันดนตรีจูลเลียร์ดดียิ่งขึ้นเท่านั้น
สถาบันดนตรีจูลเลียร์ดคือความฝันและความศรัทธาของเขา
ในที่สุด เริ่นเหอก็ยังคงดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ภาควิชาเปียโนต่อไป แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกังขาในตัวเขาอีกแล้ว ผู้ปกครองของนักเรียนภาควิชาเปียโนถึงกับโทรศัพท์มาหาเขา หวังว่าเขาจะยึดมั่นในความคิดเดิมและสอนภาควิชาเปียโนต่อไป...
ส่วนวิดีโอพาเธทิคโซนาต้า บทที่สาม ก็ยังคงร้อนแรงบนโลกออนไลน์ ไม่เพียงแต่โด่งดังในอเมริกาเท่านั้น แต่ยังค่อยๆ โด่งดังในประเทศจีนอีกด้วย
คนที่ให้ความสนใจด้านดนตรีมากที่สุดก็คือหลิวเจียหมิ่น พอเธอได้ยินว่ามีเพลงคลาสสิกเพลงใหม่ออกมา ก็รีบไปดูวิดีโอนี้ที่ห้องชมรมในสำนักงานใหญ่ของชมรมชิงเหอ ลักษณะด้านหลังในวิดีโอไม่ได้โดดเด่นอะไรเป็นพิเศษ รู้แค่ว่าเป็นคนเอเชีย แต่สไตล์การบรรเลงเปียโนนั้น สำหรับนักบรรเลงมืออาชีพอย่างเธอแล้ว มันช่างคุ้นเคยเหลือเกิน!
ตอนที่หลิวปิงและคนอื่นๆ เดินหัวเราะคิกคักเข้ามาในสำนักงานใหญ่ แล้วเห็นหลิวเจียหมิ่นใส่หูฟังจ้องคอมพิวเตอร์นิ่งๆ ก็เอ่ยถาม “เจียหมิ่น ดูอะไรอยู่เหรอ?”
หลิวเจียหมิ่นหันกลับมาอย่างเหม่อลอยแล้วพูดขึ้นมาทันทีว่า “ประธานชมรมไปเป็นศาสตราจารย์ที่ต่างประเทศแล้ว!”
พรืด อะไรวะ? ไหนบอกว่าไปเรียนไง ไหงกลายเป็นศาสตราจารย์ไปได้ล่ะ?!
...