- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 260: ปัญหาที่ประวัติศาสตร์ทิ้งไว้ (ฟรี)
บทที่ 260: ปัญหาที่ประวัติศาสตร์ทิ้งไว้ (ฟรี)
บทที่ 260: ปัญหาที่ประวัติศาสตร์ทิ้งไว้ (ฟรี)
เจี่ยงฮ่าวหยางเล่นเกมคุนหลุนอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ไม่มีเงินไปเปย์ ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินว่าชมรมชิงเหอจัดตั้งทุนการศึกษาภายใน สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือ: รอเฮียได้ทุนการศึกษาก่อนเถอะ จะต้องไปไล่ตบพวกเศรษฐีน้ำมันนั่นให้เรียบ!
ทุนการศึกษาของชมรมชิงเหอไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลย...
ก่อนหน้านี้เจี่ยงฮ่าวหยางเคยคิดว่า ถ้าตัวเองรู้จักคนของชิงเหอเกมส์ ก็จะให้เขาช่วยหาไอดีระดับท็อปมาให้สักไอดี เพื่อที่จะได้ไปไล่ตบผู้เล่นทั่วสารทิศ
แต่ตอนนี้ พอเขารู้สึกว่าเริ่นเหออาจจะเป็นเถ้าแก่ของชิงเหอเกมส์ เขากลับลังเลขึ้นมานิดหน่อย ไม่มีเหตุผลอื่น เจี่ยงฮ่าวหยางแค่รู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองจะพรวดพราดเข้าไปไม่ได้ แต่ควรรอหาโอกาสคุยกับเริ่นเหอเป็นการส่วนตัวเพื่อขอไอดีทีหลัง เพราะหลิวปิงกับหลี่อี้ฝานก็เล่นคุนหลุนเหมือนกัน ถ้าสองคนนี้รู้เรื่องเข้า จะต้องไปขอไอดีจากเริ่นเหอด้วยแน่ๆ
ดังนั้น จะให้สองคนนั้นรู้ตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด อย่างน้อยก็ต้องรอให้ตัวเองได้ไอดีมาก่อน แล้วค่อยไปไล่ตบสองสหายสารเลวนี่ให้หนำใจสักรอบ...
ในใจของเจี่ยงฮ่าวหยางกำลังดีดลูกคิดดังแปะๆ ละครในใจก็เล่นใหญ่เหลือเกิน ถึงขั้นนึกภาพหลิวปิงกับหลี่อี้ฝานร้องห่มร้องไห้ออกแล้ว...
เขาหันหลังกลับไปยังบูธของชมรมชิงเหออย่างอารมณ์ดี หลิวปิงถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น เจี่ยงฮ่าวหยางก็ทำหน้าเปรมปรีดิ์แล้วตอบว่าไม่รู้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น ท่าทางน่าหมั่นไส้นั่นทำเอาหลิวปิงอยากจะซัดเขาสักหมัด
เริ่นเหอลุกขึ้นจากบูธของชิงเหอเกมส์ เตรียมจะบอกลาโจวเจิ้ง เขาตั้งใจจะกลับไปบอกคนที่ชมรมชิงเหอสักคำแล้วก็จะกลับเลย การมางานเกมครั้งนี้ก็เพื่อทำภารกิจให้สำเร็จล้วนๆ ตอนนี้ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว ก็สมควรแก่เวลาที่จะกลับเสียที
แต่ในขณะนั้นเอง โทรศัพท์ของโจวเจิ้งก็ดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง โจวเจิ้งรับสายไม่ถึงห้าวินาทีก็ขมวดคิ้ว: “โอเค รู้แล้ว”
แล้วก็วางสายไป เริ่นเหอถามด้วยความสงสัย: “มีอะไรเหรอ?”
โจวเจิ้งสูดหายใจเข้าลึกๆ: “เถ้าแก่น้อยถูกเปิดโปงแล้ว”
เปิดโปง? เริ่นเหอระวังเรื่องนี้มากแล้วนะ ตอนนี้การตรวจสอบข้อมูลจดทะเบียนบริษัทในกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะแสดงแค่ชื่อนิติบุคคล แต่จะไม่แสดงชื่อของเริ่นเหอกับสวี่นั่ว ซึ่งนิติบุคคลกับเจ้าของที่แท้จริงของบริษัทก็ยังมีความแตกต่างกันมากอยู่
ตัวเขาเองไม่อยากให้เริ่นมารู้แล้วมองว่าไม่เอาการเอางาน ส่วนสวี่นั่วก็เช่นกัน พ่อจอมโมโหของเขายังไม่รู้เลยว่าลูกชายตัวเองมัวแต่วุ่นวายอยู่กับอะไรทุกวันนี้ ตั้งแต่ที่สวี่นั่วสอบเข้ามัธยม 13 ได้ด้วยคะแนนสูงลิ่วแถมยังได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียน พ่อของเขาก็ปลื้มอกปลื้มใจจนหัวหมุนไปหมดแล้ว...
และพนักงานทุกคนในบริษัทชิงเหอต่างก็รู้ดีว่า สวี่นั่วกับเริ่นเหอไม่เต็มใจที่จะให้สัมภาษณ์ และจะเก็บเรื่องส่วนตัวไว้เป็นความลับมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อสื่อมวลชนติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์เพื่อขอสัมภาษณ์เถ้าแก่ของชิงเหอเกมส์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็ไม่จำเป็นต้องไปถามความเห็นของเริ่นเหอและสวี่นั่วเลยก็รู้ว่า: ไม่ได้
แต่ตอนนี้สวี่นั่วกลับถูกเปิดโปงเสียแล้ว โจวเจิ้งได้รับข้อมูลมาคร่าวๆ ว่า: นักข่าวปลอมตัวเป็นพนักงานทำความสะอาดของอาคารสำนักงาน แล้วแอบถ่ายรูปในออฟฟิศของชิงเหอตอนที่กำลังประชุมหารือเรื่อง Assassin's Creed ที่เริ่นเหอพูดถึง ซึ่งตอนนั้นสวี่นั่วนั่งอยู่บนหัวโต๊ะพอดี...
ตอนที่เริ่นเหอไม่อยู่ เขาก็คือพี่ใหญ่ มันก็ไม่ผิดอะไร แต่คนจีนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ตำแหน่งไหนก็นั่งตรงนั้น ดังนั้นนักข่าวจึงตาโตเป็นประกาย นี่มันเถ้าแก่ของชิงเหอเกมส์ชัดๆ เลยนี่หว่า
แต่ว่า...ก็ดูเด็กเกินไปหน่อยมั้ง... แถมยังดูคุ้นๆ ตาอีก?!
สำหรับคนภายนอก ข่าวนี้มาแบบปุบปับมาก แถมยังแม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อ นักข่าวที่ได้ข่าวนี้มาดูเหมือนจะรู้ตัวตนของสวี่นั่วโดยบังเอิญ ก็เลยปล่อยข้อมูลออกมาทันที
เริ่นเหอก็รู้สึกงงๆ อยู่เหมือนกัน ตามหลักแล้วต่อให้ถูกเห็นหน้า ก็ไม่น่าจะรู้ข้อมูลเฉพาะของสวี่นั่วได้นี่นา ยุคนี้ก็ไม่เหมือนกับชาติก่อนที่มีเวยปั๋วอะไรพวกนั้น พลังของชาวเน็ตยิ่งใหญ่ อยากจะขุดคุ้ยใครก็ขุดได้ ตอนนี้มันยังเป็นยุคของเว็บบอร์ดอยู่เลย!
ต่อให้ถ่ายรูปสวี่นั่วได้แล้วยังไง ก็ไม่ได้ข้อมูลอย่างชื่อหรือตัวตนอยู่ดี
เขาจึงลองเข้าไปดูข่าวนี้ในอินเทอร์เน็ต ไม่ดูก็แล้วไป พอดูจบเท่านั้นแหละ เริ่นเหอถึงกับมึนตึ้บ ที่แท้มันเป็นปัญหาที่ประวัติศาสตร์ทิ้งไว้นี่เอง!
วินาทีที่นักข่าวเห็นสวี่นั่ว เขาก็รู้เลยว่าตัวเองโชคหล่นทับแล้ว ไอ้เด็กคนนี้เขารู้จัก!
เมื่อก่อนเคยมีคนแจ้งข่าวปลอมว่า: สวี่นั่ว นักเรียนชั้น ม.3/2 ของโรงเรียนมัธยม 13 คืออัศวิน!
นักข่าวคนนี้ก็เป็นหนึ่งในคนที่ตามไปทำข่าว แต่พอไปถึงก็พบว่าเป็นข่าวลวง ไอ้เจ้าอ้วนน้อยนั่นจะเป็นอัศวินไปได้ยังไงกัน...
แต่ตอนนี้... นี่มันไอ้เจ้าอ้วนคนนั้นไม่ใช่เรอะ?! ฮ่าๆๆๆ!
เริ่นเหอถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เขามองแวบเดียวก็รู้แล้วว่านักข่าวคนนี้รู้ตัวตนของสวี่นั่วได้อย่างไร ช่างเป็นวงล้อแห่งกรรมโดยแท้ บางครั้งเรื่องบังเอิญบางอย่างก็มาตกอยู่ที่ตัวเอง
ไม่สิ ตกอยู่ที่สวี่นั่วต่างหาก...
โทรศัพท์ของเริ่นเหอก็ดังขึ้น เขามองดูว่าเป็นเบอร์ของสวี่นั่วจึงรับสาย: “ฮัลโหล?”
ผลคือได้ยินเสียงสวี่นั่วปนเสียงสะอื้นมาจากปลายสาย: “พี่ชายที่แสนดี พ่อฉันรู้เรื่องแล้ว ทำไงดีอะ? ตอนนี้เขาให้ฉันรีบกลับบ้านด่วนเลย”
“เฮ้อ” เริ่นเหอสูดลมหายใจเย็นเยียบ “ฉันก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกัน ประเด็นคือถ้าพ่อแกอยากจะซ้อมแก ใครก็ห้ามไม่ได้นี่นา เอาอย่างนี้ไหม... แกยอมโดนไปก่อนสักตุ้บสองตุ้บ แล้วฉันจะค่อยๆ คิดหาวิธีให้?”
“ฉันกลัวว่าจะไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ของวันพรุ่งนี้แล้ว...” พอสวี่นั่วได้ยินเริ่นเหอพูดแบบนั้นก็สิ้นหวังในทันที
เริ่นเหอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า: “แกไปหาแม่แกก่อนเลย ต้องกลับบ้านพร้อมกับแม่เท่านั้น แบบนี้อย่างน้อยความปลอดภัยของแกก็ยังพอมีหลักประกันใช่ไหมล่ะ?”
“ใช่เลย!” สวี่นั่วถึงกับเสียงดังขึ้นหลายส่วน: “ฉันจะไปหาแม่เดี๋ยวนี้แหละ!”
ตอนนี้คงมีแต่แม่ของสวี่นั่วเท่านั้นที่จะช่วยเขาได้...
สวี่นั่วกลับบ้านไปด้วยใจที่พร้อมจะพลีชีพ เขาไม่อยากให้เพื่อนร่วมงานที่ชิงเหอเกมส์รู้ว่าตัวเองกำลังจะกลับไปโดนซ้อม ดังนั้นตอนอยู่ที่บริษัทจึงยังแสดงท่าทีเป็นปกติ เพียงแต่แผ่นหลังที่เดินจากไปนั้นดูองอาจและน่าเศร้าสลดอย่างบอกไม่ถูก...
แต่ทว่าหลังจากสวี่นั่วกลับถึงบ้าน สถานการณ์กลับพลิกผันอย่างไม่น่าเชื่อ พ่อของเขาไม่ได้โกรธอย่างที่คิด กลับกันยังชมลูกชายว่าหาเงินเก่งอีกด้วย!
พ่อของสวี่นั่วทำธุรกิจอยู่แล้ว พอได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับชิงเหอเกมส์คร่าวๆ ก็รู้ทันทีว่าบริษัทของลูกชายมีศักยภาพมหาศาลเพียงใด ตัวเขาเองก็เรียนไม่จบมัธยมปลายแล้วออกมาทำธุรกิจมาตลอด และเสียใจที่ไม่ได้ตั้งใจเรียนหนังสือมาโดยตลอด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาเคี่ยวเข็ญสวี่นั่วเรื่องเรียน
แต่ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไปทันทีที่เห็นข่าว: ไอ้เด็กแสบนี่มันไม่มีหัวด้านการเรียน แต่กลับมีหัวด้านการค้าอยู่เหมือนกันนี่หว่า เหมือนข้าเลย!
พ่อของสวี่นั่วโยนความดีความชอบทั้งหมดนี้ให้กับพันธุกรรม เอาเถอะ เรียนไม่เก่งก็ช่างมัน บางทีตระกูลสวี่อาจจะไม่มีพันธุกรรมด้านการเรียนก็ได้ ทำธุรกิจก็ดีเหมือนกัน
พอเริ่นเหอรู้เรื่องนี้เข้าก็แทบจะกระอักเลือดเก่าออกมาคำหนึ่ง ถ้าเริ่นมากับเหล่าเริ่นจะผ่อนปรนการควบคุมของตัวเองบ้างก็คงจะดีสิ!
นี่มันอะไรกันวะ ไอ้เจ้าสวี่นั่วนี่กลับกลายเป็นว่าได้ดีเพราะภัยพิบัติแท้ๆ...
แต่ก็ดีเหมือนกัน แบบนี้สวี่นั่วก็จะได้ใช้เวลาไปกับการบริหารชิงเหอเกมส์ได้มากขึ้น ส่วนตัวเองก็จะได้เป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังได้อย่างสบายใจ และหลังจากที่สวี่นั่วถูกเปิดโปง เขาก็จะกลายเป็นโล่กำบังที่ดีที่สุดของตัวเอง เพอร์เฟกต์
มีเพียงเจี่ยงฮ่าวหยางคนเดียวที่ยังคงงงเป็นไก่ตาแตกจนถึงที่สุด เขากลับมาถึงบูธของชมรมชิงเหอปุ๊บ ก็ได้ยินหลิวปิงกับหลี่อี้ฝานกำลังคุยกัน: “ที่แท้เขาก็คือเถ้าแก่ของชิงเหอเกมส์นี่เอง!”
เจี่ยงฮ่าวหยางทำหน้างง: “พวกนายรู้แล้วเหรอ?”
“รู้แล้วสิ คนที่ชื่อสวี่นั่วนี่แหละคือเถ้าแก่ของชิงเหอเกมส์ ข่าวเพิ่งออกเลย!” หลิวปิงพูดอย่างใจเย็น: “อยู่รุ่นเดียวกับเราด้วยนะ คนเก่งๆ ของลั่วเฉิงนี่เยอะจริงๆ พี่ใหญ่ของเราก็เป็นคนลั่วเฉิง ไม่รู้ว่าเขาจะรู้จักสวี่นั่วคนนี้หรือเปล่า”
ในตอนนั้นเองเริ่นเหอก็เดินกลับมา: “รู้จักสิ เขาเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะฉันตอน ม.ต้น สามปีเลยล่ะ”
หลิวปิงกับหลี่อี้ฝานทำหน้าตาเลื่อมใส: “เชี่ย นายเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกับเขาเหรอ? งั้นช่วยขอไอดีคุนหลุนให้พวกเราสักสองไอดีได้ไหม?!”
“ได้สิ” เริ่นเหอยิ้ม
ในใจของเจี่ยงฮ่าวหยางพังทลายลงมา โลกใบนี้มันเป็นอะไรไป ทำไมถึงได้มีความเข้าใจผิดมากมายขนาดนี้