- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 127: แกกลับมานี่เลยนะ เราสองคนนอนห้องเดียวกัน!
บทที่ 127: แกกลับมานี่เลยนะ เราสองคนนอนห้องเดียวกัน!
บทที่ 127: แกกลับมานี่เลยนะ เราสองคนนอนห้องเดียวกัน!
เดิมทีหวงฝู่จู๋รื่อยังคิดจะขับให้เร็วกว่านี้เพื่อดูว่าพอจะมองเห็นเจ้าของรถกระบะสองคันนั้นผ่านกระจกรถได้หรือไม่ ทว่ารถกระบะคันหน้าเพิ่งจะผ่านด่านเก็บเงินไปก็ขับฉิวหายไปไกลลิบ พอเขาเห็นความเร็วนั่นก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองไล่ตามไม่ทันแล้ว
ขณะนี้เป็นเวลาเช้าของเดือนเมษายน แสงสีแดงฉานของดวงอาทิตย์ยามเช้าที่อยู่ไกลออกไปสาดส่องราวกับคลื่นยักษ์ ช่วงเวลาที่งดงามก็คงเป็นเช่นนี้เอง
ในรถ เริ่นเหอเป็นคนขับ ส่วนหยางซีก็ยังพกกีตาร์ของเธอมาด้วย เธอยิ้มแล้วพูดว่า “ฟังเพลงไหม?”
“ฟัง” เริ่นเหอพูดอย่างร่าเริง “เพลง ‘อี้หรานอี้เป้าจ้า’ เธอยังไม่เคยร้องให้ฉันฟังเลยนี่นา อยากฟังว่าเธอจะตีความมันออกมายังไง”
ก่อนหน้านี้เขายังคงกังวลว่าอายุของหยางซีอาจจะไม่สามารถตีความเพลงนี้ออกมาได้ดีนัก เขาจึงเคยร้องเพลงในแบบฉบับของเฉินลี่ให้เธอฟังหนึ่งรอบ โดยคิดว่าจะให้เธอใช้เป็นแนวทาง ส่วนสุดท้ายแล้วจะตีความออกมาได้ดีหรือไม่ เริ่นเหอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะเพลงมีตั้งเยอะแยะ แค่เลือกเพลงใหม่ก็สิ้นเรื่อง
ในเมื่อหยางซีชอบเพลงนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องขาย เก็บไว้ให้เธอร้องในอนาคตตอนที่สามารถตีความมันได้ดีแล้วก็ได้
เอาเป็นว่าผู้ชายเวลาอยู่ในห้วงรักน่ะนะ ก็มักจะตามใจอีกฝ่ายเหมือนเป็นลูกสาวในไส้ของตัวเองจริงๆ นั่นแหละ ต่อให้หยางซีพูดขึ้นมาปุบปับว่าอยากกินปาท่องโก๋ตอนตีห้า เขาก็เต็มใจจะออกไปซื้อให้ แต่โชคดีที่หยางซีไม่เคยเรียกร้องอะไรแบบนั้น เรื่องที่ตัวเองจัดการได้เธอก็จะไม่ไปรบกวนเริ่นเหอเด็ดขาด
เรื่องนี้ทำให้เริ่นเหอประหลาดใจเป็นอย่างมาก ในชีวิตจริง ผู้หญิงหลายคนชอบใช้วิธีเรียกร้องให้อีกฝ่ายทุ่มเทเพื่อตัวเอง เป็นการพิสูจน์การมีตัวตนของพวกเธอ ตอนกลางคืนพอถามว่าจะกินข้าวไหมก็ยืนกรานว่าไม่กิน แต่พอตกดึกตีสามกลับหิวแล้วสั่งให้อีกฝ่ายออกไปซื้อข้าวให้ ตอนที่ผู้ชายกำลังทำงานอยู่ เธอก็กลับเรียกร้องให้เขาเอาข้าวมาส่งให้
เริ่นเหอรู้สึกว่า คนสองคนจะคบกัน อย่างน้อยก็ควรจะเป็นคนสองคนที่สามารถดูแลชีวิตตัวเองได้ นี่คือเงื่อนไขเบื้องต้น
ไม่ใช่ว่าผู้ชายจะทำเรื่องพวกนี้ให้ผู้หญิงไม่ได้ เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่สำคัญคือทัศนคติของอีกฝ่ายต่างหาก
เดี๋ยวนี้ผู้ชายจำนวนมากถึงได้ชอบเป็นโสดกันมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เพราะการมีแฟนมันโคตรจะน่ารำคาญเลยน่ะสิ!
และหยางซีก็เป็นคนประเภทที่แม้กระทั่งการเปิดฝาขวดน้ำอัดลมก็ยังลงมือทำเองอย่างเงียบๆ คล่องแคล่วและเด็ดขาดสุดๆ...
เริ่นเหอเคยถามเธอว่าทำไมไม่ให้เขาเปิดให้ หยางซีกลับพูดด้วยความประหลาดใจว่า ฉันเปิดเองได้นี่นา เล่นเอาเริ่นเหอถึงกับจุกไปครึ่งค่อนวันไม่รู้จะพูดอะไรดี
สำหรับเริ่นเหอแล้ว การได้พบเธอมันคือโชคดีอย่างหนึ่งโดยตัวของมันเอง ไม่ใช่ว่าพอเขาเขียนเพลงให้เธอได้แล้ว เขาก็ควรจะทำตัวยิ่งใหญ่ แล้วหยางซีก็ต้องคอยประจบประแจงเขา นั่นไม่ใช่ความรัก คนที่คิดแบบนั้นอาจจะเข้าใจความรักผิดไปกระมัง
ในขณะนี้ สวี่นั่วที่นั่งอยู่ด้านหลังได้ยินทั้งสองคนคุยกันก็ถึงกับงง “ร้องเพลงอะไร? อะไรติดไฟง่ายระเบิดง่าย อยู่บนรถเหรอ? อย่าเอาของอันตรายแบบนั้นไว้บนรถสิ!”
“ตั้งใจฟังเพลงไป อย่าพูดมาก” เริ่นเหอกลอกตา
พลันได้ยินเสียงหยางซีดีดสายกีตาร์ บอกตามตรงว่าตอนที่เธอเล่นกีตาร์ยังคงมีความประหม่าอยู่เล็กน้อย เพราะเริ่นเหอเล่นกีตาร์เก่งเกินไป เวลาอยู่ต่อหน้าเขา ฝีมือกีตาร์ของตัวเองมันให้ความรู้สึกเหมือนไม่กล้าเอาออกมาโชว์...
ทว่าเมื่อเธอเข้าถึงอารมณ์แล้ว ก็ไม่ได้สนใจเรื่องอื่นอีกต่อไป
“หวังให้ฉันบ้าคลั่ง ยังหวังให้ฉันอ้างว้างแต่ไม่เดียวดาย”
“อยากให้ฉันเย็นชาสูงส่ง ยังอยากให้ฉันเหลาะแหละและต่ำตม”
“ต้องการให้ฉันสดใส ยังต้องการให้ฉันยั่วยวนอย่างมั่นคง”
“ล้อเลียนว่าฉันหัวเราะร้องไห้ไร้ที่มา ยังล้อเลียนว่าใจฉันดั่งไม้แห้งเหี่ยว”
เมื่อเสียงร้องนี้ดังขึ้น เริ่นเหอถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว นั่นคือความรู้สึกที่ถูกกระแทกเข้าอย่างจัง! ทันทีที่หยางซีร้องเนื้อเพลงท่อนแรกออกมา ความรู้สึกฉีกกระชากในเพลง ‘อี้หรานอี้เป้าจ้า’ ก็พลั่งพรูออกมา มันคือการฉีกกระชากมโนทัศน์ ฉีกกระชากอดีตและอนาคต ฉีกกระชากหัวใจและปอด
ขนาดเริ่นเหอซึ่งเคยฟังต้นฉบับมาแล้วยังอดไม่ได้ที่จะร้องตะโกนชื่นชม! มันดีจริงๆ!
เมื่อเพลงจบลง สวี่นั่วก็ตกตะลึง “นี่เพลงของใครน่ะ เพราะมากเลย!”
“ก็เพลงของหยางซีไง จำไม่ได้เหรอว่าเธอบอกว่าอยากร้องเพลง ฉันเลยเขียนให้เธอ” เริ่นเหอพูดอย่างอารมณ์ดี สวี่นั่วไม่รู้เลยสักนิดว่าเขากับหยางซีเคยไปตะลุยศึกที่โฮ่วไห่ในปักกิ่งมาแล้ว และอีกสองเดือนข้างหน้า เขาจะพาหยางซีกลับไปที่นั่นอีกครั้ง จะกลับไปฆ่าฟันพวกที่เรียกตัวเองว่าปรมาจารย์เพลงโฟล์ก ปรมาจารย์เพลงป๊อป ให้หงายเก๋งระเนระนาดกันไปข้าง!
เวลานั้นแหละคือช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุด เขาจะถอยไปยืนดูอยู่ข้างๆ และเฝ้ามองหยางซีนับจากนั้นกลายเป็นดวงดาวที่เจิดจรัสที่สุดในโลก!
และเส้นทางเสี่ยงตายของเขา ก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!
สวี่นั่วในตอนนี้ยังคงงุนงง เขาพูดว่า “แกเขียนเพลงเป็นจริงๆ เหรอเนี่ย? โห พวกแกจำได้ไหมตอนปิดเทอมฤดูหนาวที่มีเด็กมัธยมต้นสองคนร้องเพลงจนดังน่ะ ฉันว่าพวกแกสู้กับพวกนั้นได้สบายเลยนะ!”
เริ่นเหอและหยางซีสบตากันแล้วยิ้มโดยไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม เรื่องนี้ยังคงเป็นความลับร่วมกันของพวกเขาสองคนจนถึงตอนนี้ แม้แต่สวี่นั่วก็ยังไม่รู้ ถ้าหากสวี่นั่วรู้ว่าเด็กมัธยมต้นสองคนที่โด่งดังเป็นพลุแตกที่เขาพูดถึงก็คือเริ่นเหอกับหยางซีที่อยู่ตรงหน้านี่เอง คาดว่าโลกทัศน์ของเขาคงได้พังทลายลงแน่ๆ
พวกเขาเดินทางมาถึงภูเขาเหล่าจวินตอนเที่ยง บนภูเขาเหล่าจวินนอกจากจะมีวิลล่าสุดหรูของเหล่าเศรษฐีแล้ว ก็ไม่มีโรงแรมหรูหราอะไร ดังนั้นทั้งสามคนจึงเลือกพักที่โรงแรมสไตล์บ้านไร่ที่ดูสะอาดสะอ้านแห่งหนึ่ง ตอนขึ้นเขา เริ่นเหอจงใจจอดรถกระบะไว้ที่ตีนเขา แล้วนั่งรถนำเที่ยวขึ้นมา เพื่อที่ว่าตอนเขาปั่นจักรยานลงมาแล้ว จะได้ขับรถกลับขึ้นไปอีกรอบได้ ไม่เช่นนั้นคงจะลำบากเกินไป
เพียงเพราะวางจักรยานเพิ่มมาหนึ่งคัน คนขับรถก็เก็บเงินเริ่นเหอเพิ่มไปอีกสามที่นั่ง ตอนเก็บเงินยังพูดหยอกล้ออีกว่า “เมืองลั่วเฉิงของเรามีเทพเจ้ารถถือกำเนิดขึ้นมาคนหนึ่ง หลังจากนั้นคนเล่นจักรยานก็เยอะขึ้นเลยนะ พ่อหนุ่มดูร่างกายแข็งแรงดีนี่ ออกกำลังกายบ่อยล่ะสิ”
เริ่นเหอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าเพิ่งจะผ่านไปไม่กี่วัน แม้แต่คนขับรถในภูเขาก็ยังได้ยินเรื่องนี้แล้ว แต่เขาก็ไม่กังวลว่าจะถูกเปิดโปงอะไร เพราะที่นี่ไม่มีทั้งอุปกรณ์ถ่ายภาพและกล้องวงจรปิด ต่อให้เขาปั่นเสร็จรอบนี้แล้วอีกฝ่ายรู้เข้า ก็เป็นเพียงแค่เคยเห็นหน้าเขาเท่านั้น ไม่ได้ทำให้ใบหน้าของเขาถูกเปิดเผยออกไป
การปั่นจักรยานลงเขายังพอรับได้ แต่ถ้าให้ปั่นขึ้นเขาล่ะก็คงเหนื่อยตายกันพอดี...
ตอนเปิดห้องพัก เจ้าของโรงแรมถามว่า “เอากี่ห้องครับ?”
“สองห้องครับ” เริ่นเหอพูด
พอเจ้าของโรงแรมให้คีย์การ์ดมา สวี่นั่วก็หยิบคีย์การ์ดไปหนึ่งใบแล้วเดินขึ้นไปชั้นบนทันที “ฉันไปเก็บของก่อนนะ พวกแกรอแป๊บนึง”
“แกกลับมานี่เลยนะ!” เริ่นเหอหน้าดำคล้ำ “เราสองคนนอนห้องเดียวกัน...”
“มหัศจรรย์ขนาดนั้นเลยเหรอ?” สวี่นั่วประหลาดใจ
เริ่นเหอยังคงรู้สึกว่าแม้ความสัมพันธ์ของเขากับหยางซีจะใกล้ชิดกันมากแล้ว แต่สำหรับก้าวต่อไปนั้นมันยังเร็วเกินไปเมื่อเทียบกับอายุของพวกเขา
ทั้งสามคนเก็บกระเป๋าเดินทางเรียบร้อยก็ตั้งใจจะออกไปเดินเล่นกันก่อน แล้วค่อยเริ่มปีนเขาของจริงตอนกลางดึก เพื่อที่ว่าเมื่อพวกเขาปีนถึงยอดเขา ก็จะทันได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นพอดี
และเริ่นเหอก็ตัดสินใจว่าจะทำภารกิจดาวน์ฮิลล์ให้เสร็จก่อนจะปีนเขาในคืนนี้ พอทำเสร็จก็จะได้ปีนเขาต่อพอดี อีกทั้งพลังการมองเห็นขั้นสุดยอดของเขาก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องระยะทาง แต่ยังรวมถึงความสามารถในการมองเห็นตอนกลางคืนด้วย ดังนั้นต่อให้เป็นถนนบนภูเขาที่ไม่มีไฟทาง สำหรับเขาก็ไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น
เขาไม่ได้ปิดบังหยางซีกับสวี่นั่วว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของการเดินทางครั้งนี้คือการมาเล่นดาวน์ฮิลล์ แต่ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะเริ่มชาชินกับเรื่องพวกนี้แล้ว อย่างไรเสียมันก็เป็นการปั่นจักรยานบนถนน ซึ่งให้ความรู้สึกว่าน่าจะง่ายกว่าสิ่งที่เริ่นเหอเคยเล่นมาในอดีตมาก ดังนั้นจึงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่กำชับให้เขาระวังความปลอดภัย
ทว่าสิ่งที่เริ่นเหอไม่ได้บอกก็คือ เขาจะต้องรักษาความเร็วในการปั่นให้ได้หนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง!
นี่มันเป็นเรื่องที่บ้าบอขนาดไหนกัน? แม้แต่รถยนต์ก็ยังไม่กล้าวิ่งด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนถนนเลียบภูเขา ถ้าไม่ใช่นักแข่งรถมืออาชีพก็เท่ากับหาที่ตายดีๆ นี่เอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขาที่ขี่แค่จักรยานคันหนึ่งเลย
แค่คิดว่าคืนนี้ตัวเองจะได้ปั่นจักรยานคันหนึ่งพุ่งทะยานไปบนถนนเลียบภูเขาแห่งนี้ เริ่นเหอก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดๆ!
ขณะที่พวกเขากำลังเดินเล่นกันอยู่นั้น ก็บังเอิญสังเกตเห็นถนนเล็กๆ อันเงียบสงบสายหนึ่ง ที่หน้าวิลล่าหลังหนึ่งมีรถเข้าออกขวักไขว่จอแจ ได้ยินคนที่เดินผ่านไปมาพูดกันว่า ข้างในนั้นดูเหมือนจะเป็นงานเลี้ยงวันเกิดครบรอบ 70 ปีของท่านปู่บ้านไหนสักหลัง
เริ่นเหอยักไหล่ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นได้จนชินตาแล้ว ตัวเขาเองก็ยังคิดจะซื้อวิลล่าที่ไหหลำไว้ล่วงหน้าสักหลังเลย ไม่ได้สนใจเรื่องอุณหภูมิอะไรหรอก แค่ต้องการอากาศที่บริสุทธิ์เท่านั้น พอคิดถึงระดับความรุนแรงของฝุ่นควันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็น่ากลัวแล้ว ต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้า
ทั้งสามคนหันหลังเดินจากไป และในขณะนั้นเอง รถของหวงฝู่จู๋รื่อก็ค่อยๆ ขับขึ้นมาแล้วเลี้ยวเข้าไปในถนนเล็กๆ สายนั้น ขณะขับเขาก็ยังบ่นพึมพำ “รถกระบะคันนั้นจอดอยู่ตีนเขาได้ไงวะ? อุตส่าห์คิดว่าจะได้เห็นหน้าเจ้าของรถตอนขึ้นมาถึงบนเขาแล้วซะอีก”