- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 107 เมื่อคืนฉันแพ้ให้กับจักรยานคันหนึ่งที่ภูเขาอากินะ
บทที่ 107 เมื่อคืนฉันแพ้ให้กับจักรยานคันหนึ่งที่ภูเขาอากินะ
บทที่ 107 เมื่อคืนฉันแพ้ให้กับจักรยานคันหนึ่งที่ภูเขาอากินะ
ในห้อง ม.3/2 จึงเกิดภาพเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้น นั่นคือเริ่นเหอผู้ไม่เคยสนใจเรียน เริ่มติวหนังสือให้กับสวี่นั่วผู้ไม่เคยสนใจเรียนเช่นกัน นี่มันสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลกชัดๆ!
แม้ผลสอบวัดระดับและสอบกลางภาคช่วงหลังๆ ของเริ่นเหอจะออกมาดีมาก แต่ปัญหาคือไม่มีใครเชื่อว่านั่นคือระดับความสามารถที่แท้จริงของเขา ลองคิดดูสิ ใครจะไปเชื่อว่าคนที่เมื่อเดือนก่อนยังสอบได้ที่โหล่เป็นอันดับ 3 ของห้อง จู่ๆ จะกลายเป็นนักเรียนระดับท็อปของห้องได้?
เวลาดูอันดับผลการเรียน ทุกคนมักจะเคยชินกับการมองข้ามชื่อเริ่นเหอไปโดยอัตโนมัติ ถ้าเริ่นเหอได้ที่ 4 คนที่ได้ที่ 5 ก็จะเผลอคิดไปว่าตัวเองได้ที่ 4 ซะอย่างนั้น...
แม้แต่ตอนครูแจกข้อสอบและประกาศคะแนน ก็มักจะลืมชื่อเริ่นเหอไปโดยไม่รู้ตัว ปกติก็ไม่ค่อยประกาศคะแนนของเขาอยู่แล้ว ทุกคนเลยชินชากันไปเอง
ในเรื่องการเรียน เริ่นเหอเหมือนเป็นมนุษย์ล่องหนที่ทุกคนจงใจลืม แต่ถ้านอกเหนือจากการเรียน กลับไม่มีใครมองข้ามเขาได้ ภายใต้ผลของค่าเสน่ห์ +2 เริ่นเหอราวกับกลายเป็นจุดสนใจขึ้นมาในเวลาอันสั้น โดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้ตัวเลยว่าค่าเสน่ห์ 2 แต้มนี้ทรงพลังขนาดไหน
เวลาเขาไปซื้อน้ำที่ร้านค้าโรงเรียน ก็จะมีเด็กสาวซุบซิบกันอยู่ข้างหลัง เริ่นเหอยังนึกแปลกใจว่าตัวเองใส่เสื้อไหมพรมกลับด้านรึเปล่า? ก็ไม่นี่นา!
แล้วตอนที่เขาว่างๆ ยืนดักจดหมายรักที่มีคนเอามาให้หยางซีอยู่หน้าห้อง จู่ๆ ก็มีรุ่นน้องผู้หญิงวิ่งเข้ามา ยัดซองจดหมายใส่มือเขาแล้ววิ่งหนีไปด้วยความเขินอาย เล่นเอาเริ่นเหอถึงกับงง... เดี๋ยวนี้ผู้หญิงเริ่มส่งจดหมายรักให้หยางซีกันแล้วเหรอ? หยางซีเป็นขวัญใจสาวๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
เขาเลยโยนจดหมายฉบับนั้นลงถังขยะไปเหมือนกับฉบับอื่นๆ ของหยางซี เมื่อก่อนเขายังชอบเปิดอ่านจดหมายรักของหยางซีเล่น แต่เดี๋ยวนี้เขาเลิกอ่านแล้ว เพราะมันเลี่ยนจนทนไม่ไหว
ทำเอาเขาอดอิจฉาเพื่อนๆ ที่ได้รับจดหมายรักสมัยเรียนไม่ได้ ทำไมตัวเองถึงไม่เคยได้รับบ้างนะ?
หยางซีอยู่กับเริ่นเหอแทบจะตลอดเวลา จริงๆ แล้วเธอก็ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เพราะเธอรู้สึกมาตลอดว่าเริ่นเหอมีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดเธอ เป็นเสน่ห์ที่ไม่ได้มาจากรูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็นความสามารถที่ซ่อนอยู่ข้างใน
แต่งนิยาย แต่งเพลง เล่นกีตาร์ แถมยังต่อยตีเก่ง...
ในชีวิตเธอไม่เคยเจอคนน่าสนใจขนาดนี้มาก่อน หยางซีเองก็มีความหยิ่งทะนงในแบบของเธอ ทุกครั้งที่นึกถึงว่ามีคนยอมออกหน้าปกป้องเธอในสถานการณ์อันตราย เธอก็อดซาบซึ้งใจไม่ได้
คู่รักมักจะถามกันว่า "คุณยอมตายเพื่อฉันได้ไหม?"
คำถามแบบนี้มักเป็นแค่คำหวานที่หาข้อพิสูจน์ไม่ได้
แต่สำหรับหยางซี เธอไม่เคยคิดอยากให้เริ่นเหอสละชีวิตเพื่อพิสูจน์ความรัก แต่เธอกลับได้รับบทพิสูจน์นั้นในชีวิตจริงแล้ว
ทว่าสำหรับต้วนเสี่ยวโหลว ค่าเสน่ห์ 2 แต้มนั้นสร้างความแตกต่างอย่างมหาศาล เธอรู้สึกราวกับเริ่นเหอเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เริ่นเหอคนก่อนเป็นยังไงนะ? ถึงจะดูสะอาดสะอ้าน แต่ก็ห่างไกลจากคำว่ามีเสน่ห์ลิบลับ นั่นเป็นเหตุผลที่เธอปฏิเสธเขา เพราะในใจลึกๆ เธอมองว่าเริ่นเหอยังไม่ดีพอ
แต่พอได้สัมผัสตัวตนจริงๆ ต้วนเสี่ยวโหลวกลับรู้สึกเหมือนในใจของเริ่นเหอซุกซ่อนเปลวไฟที่ร้อนแรงเอาไว้ เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าเปลวไฟนั้นคืออะไร
ช่วงหลังมานี้เริ่นเหอเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปจนบางครั้งเธอก็อดหันไปมองเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้ เขาดูสดใส มั่นใจ และเข้มแข็ง จนเพื่อนสนิทแอบกระซิบถามว่าเธอไม่มีใจให้เริ่นเหอบ้างเหรอ?
ต้วนเสี่ยวโหลวตอบไม่ได้ เธอรู้แค่ว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมีความรัก
เมื่อเทียบกับหยางซีที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ต้วนเสี่ยวโหลวใช้ชีวิตอยู่ในกรอบระเบียบมาตั้งแต่เด็ก เธอขาดจิตวิญญาณที่กล้าแหกกฎแบบหยางซี เธอคิดว่าตัวเองมีความเป็นตัวของตัวเองพอสมควรแล้ว มีโลกทัศน์ ชีวทัศน์ และค่านิยมที่สมบูรณ์แบบแล้ว แต่เธอคิดผิด
วัยรุ่นใครบ้างจะไม่หลงตัวเอง? เป็นกันทุกคนแหละ
บางครั้งเวลาเธอมองเริ่นเหอ เธอก็อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง อยากลองใช้ชีวิตแบบที่เขาเป็น มันดูมีสีสันเหลือเกิน แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองยังทำไม่ได้
ส่วนจะทำได้เมื่อไหร่ ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้
คืนนั้น เริ่นเหอหยิบจักรยานเสือภูเขาที่สั่งทำพิเศษออกมาจากหลังรถกระบะที่จอดอยู่ใต้ตึก เพื่อลองเชิงดูหน่อย ยังไม่ถือเป็นการทำภารกิจจริงจัง แค่อยากลองทดสอบดูเฉยๆ
เป้าหมายหลักคืออยากรู้ว่าช่วงเวลาไหน ถนนเส้นไหนที่มีรถและคนน้อยที่สุดในช่วงเช้ามืด เพราะบางจุดตอนกลางคืนจะมีรถบรรทุกวิ่งผ่าน และรถพวกนี้ก็ไม่ค่อยจะจอดไฟแดงซะด้วย
ถ้าขี่ด้วยความเร็ว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วจู่ๆ มีรถบรรทุกพุ่งออกมา เริ่นเหอคงได้ไปเกิดใหม่แน่ๆ รถยนต์ความเร็ว 70 ยังพอมีโอกาสเบรกทัน แต่จักรยานความเร็ว 70 ถ้าเบรกกะทันหันคงได้ตีลังกากระเด็นทั้งรถทั้งคน!
ระบบทัณฑ์สวรรค์ได้ถ่ายทอดทักษะการควบคุมจักรยานให้เขาหมดแล้ว ทันทีที่เริ่นเหอจับจักรยาน เขาจะรู้สึกเหมือนจักรยานกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ความรู้สึกนี้มันสุดยอดมาก เหมือนตอนเล่นเกมแล้วได้จับเมาส์ที่เข้ามือที่สุด!
ตีสี่ เริ่นเหอปั่นเสือภูเขาออกจากบ้านอย่างเงียบเชียบ ช่วงแรกเขายังปั่นช้าๆ เพื่อซึมซับความรู้สึกที่จักรยานส่งผ่านมา ราวกับจอมยุทธ์ในนิยายกำลังภายในที่ต้องหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่ ของแบบนี้ไม่ใช่ปุบปับจะทำได้เลย แม้จะมีวิชากระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้าก็ตาม
เริ่นเหอค่อยๆ เร่งความเร็วขึ้น พูดตามตรง เขาไม่เคยสัมผัสประสบการณ์ปั่นจักรยานเร็วเท่ารถยนต์มาก่อน ลมพัดปะทะร่างจนเสื้อผ้าสะบัดเสียงดังพั่บๆ โชคดีที่เขาเตรียมแว่นตากันลมมาด้วย ไม่อย่างนั้นคงลืมตาไม่ขึ้น
ที่ที่คนน้อยที่สุดในลั่วเฉิงตอนนี้น่าจะเป็นเขตเมืองใหม่ เพราะยังไม่ค่อยมีคนย้ายเข้าไปอยู่ เขตเมืองใหม่ทั้งหมดยังเพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ
จู่ๆ เริ่นเหอก็นึกถึงภาพ GIF ที่เคยเห็นในชาติก่อน เด็กหนุ่มคนหนึ่งขี่จักรยานดริฟต์เข้าโค้งต่างๆ ให้ความรู้สึกเหมือนรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสายลม พลิ้วไหวจนเกิดเป็นความงามที่บอกไม่ถูก
และยังมีประโยคนั้นอีก!
เมื่อวานฉันแพ้ให้กับจักรยานคันหนึ่งที่ภูเขาอากินะ เขาเร็วมาก ใช้แรงเฉื่อยดริฟต์เข้าโค้ง ฉันมองหน้าเขาไม่ชัด จำได้แค่ว่าบนคานรถมีตัวอักษร "หย่งจิ่ว" ถ้าคุณเจอเขา ฝากบอกด้วยว่าคืนวันศุกร์ฉันจะรอเขาที่ภูเขาอากินะ คนแพ้ต้อง! ทิ้ง! ตรา! รถ! ไว้!
แน่นอนว่ามุกนี้ถูกเอาไปใช้กับรถเทพ 'อู่หลิงหงกวง' ด้วย แต่ไม่ว่าจะยังไง เริ่นเหอก็อยากลองสัมผัสความรู้สึกพลิ้วไหวแบบนั้นบ้าง!
ดริฟต์ด้วยจักรยาน มันจะรู้สึกยังไงนะ? คืนนี้เริ่นเหอเลยตัดสินใจไม่สนเรื่องภารกิจ แต่จะไปหาทำเลเหมาะๆ ลองดริฟต์ดูสักตั้ง!
ท้องฟ้ามืดสนิท ลมหนาวในคืนฤดูหนาวพัดบาดผิว แต่เริ่นเหอกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าพอสมรรถภาพร่างกายดีขึ้น ความทนทานต่อความหนาวเย็นก็เพิ่มขึ้นด้วย
ช่วงตีสี่กว่าๆ แบบนี้ บนถนนแทบไม่มีคนเดิน จะมีก็แต่พนักงานสถานบันเทิงยามค่ำคืน หรือไม่ก็พวกวัยรุ่นที่เพิ่งออกจากร้านเน็ต แล้วก็พี่แท็กซี่ ไฟถนนข้างทางยังส่องสว่างเป็นแสงสีส้มสลัว เริ่นเหอปั่นจักรยานไปตามถนนอย่างใจเย็น นานๆ ทีได้สัมผัสความรู้สึกโล่งกว้างแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน
ราวกับว่าโลกทั้งใบเป็นของเขาคนเดียว ไม่มีรถราขวักไขว่เหมือนตอนกลางวัน ไม่มีความวุ่นวายจอแจของผู้คน