- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 104: อัศวินอาเจียน
บทที่ 104: อัศวินอาเจียน
บทที่ 104: อัศวินอาเจียน
เริ่นเหอฉวยโอกาสตอนที่ทุกคนยังไม่ทันตั้งตัววิ่งหนีไป เหตุการณ์ที่เหลือหลังจากนั้นถูกจัดการอย่างเงียบเชียบ หรืออาจจะเรียกได้ว่าแบบไม่เป็นข่าวเลยด้วยซ้ำ โจรลักพาตัวสองคนถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจได้สองวันก็ไม่รู้ว่าถูกย้ายไปที่ไหนต่อ ส่วนหยางเอินก็ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จริงๆ แล้วหยางเอินเองก็เข้าใจดีว่า ในประเทศนี้ เรื่องแบบนี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก
ตอนกลางคืน เริ่นเหอนอนอยู่บนเตียงพลางนึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่ปะทะกับหลินฮ่าวและโจรลักพาตัวสองคนในวันนี้ บอกตามตรงว่าตั้งแต่เล็กจนโตเขามีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ระดับความอันตรายแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อนเลย
โจรลักพาตัวสองคนนั้นมีปืนอยู่กับตัว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบนตัวหลินฮ่าวก็ต้องมีเหมือนกัน
นั่นมันปืนนะ! เริ่นเหอรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ถ้าเกิดตอนที่บุกเข้าไป โจรมันถือปืนอยู่ในมือแล้วจะทำยังไง? หัวเขาก็ไม่ได้แข็งขนาดนั้น!
แต่พอคิดไปคิดมา เริ่นเหอกลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่รู้ว่าจะมีคนเคยมีความคิดแบบเดียวกับเขาบ้างไหม: เคยฝันอยากท่องยุทธภพด้วยกระบี่คู่ใจ
อันที่จริง ไม่จำเป็นต้องมีกระบี่ และไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงสุดขอบฟ้าก็ได้ ชาติก่อนนิยายที่เขาเริ่มอ่านเป็นเรื่องแรกก็คือแนวกำลังภายใน เขาเคยจินตนาการว่าตัวเองมีวรยุทธ์สูงส่ง เวลาโดนใครรังแกที่โรงเรียน ก็สามารถอัดอีกฝ่ายจนฟันร่วงกองกับพื้นได้ทันที หรือตอนขับรถแล้วมีเรื่องกับคนบนถนน ก็จัดการซัดแม่งเลย
อะไรทำนองนั้น...
ที่จริงแล้ว การใช้กำลังแก้ปัญหามักจะถูกใครหลายคนมองว่าเป็นวิธีการที่ดิบเถื่อนและไร้สมองที่สุด
แต่เริ่นเหอรู้สึกว่ามันโคตรจะตรงไปตรงมา โคตรจะสะใจเลยไม่ใช่เหรอ!
แน่นอนว่าเขาก็แค่คิดเล่นๆ ต่อให้ตอนนี้เขาจะต่อยตีเก่งมาก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเที่ยวหาเรื่องชกต่อยกับชาวบ้านไปทั่ว ร่วมสร้างสังคมที่สมานฉันท์ ยึดหลักความปรองดองเป็นสำคัญ!
แต่เขากังวลเล็กน้อยว่าหยางเอินจะมองเรื่องนี้อย่างไร หยางซีเคยบอกว่า ที่หยางเอินสนับสนุนให้เธอร้องเพลงและพาเธอมาที่ลั่วเฉิง ส่วนหนึ่งก็มีความคิดที่ว่า: หยางเอินหวังว่าชีวิตนี้ของหยางซีไม่จำเป็นต้องโดดเด่นอะไร ขอแค่เธอใช้ชีวิตอย่างสงบสุขปลอดภัย อยากทำอะไรก็ทำ ต่อให้ไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลยก็ไม่เป็นไร
ถ้าอย่างนั้น ในสายตาของหยางเอิน เขาจะถูกจัดว่าเป็นบุคคลอันตรายหรือเปล่า? ไม่น่าจะใช่นะ เขาเป็นคนดีมีเมตตาขนาดนี้ ตอนอยู่ต่อหน้าหยางเอินก็แกล้งทำตัวปัญญาอ่อนลงตั้งเยอะ ก็เพื่อไม่ให้หยางเอินรู้สึกผิดสังเกต
ช่างมันเถอะ ยังไงซะเขาก็ช่วยชีวิตอีกฝ่ายไว้จริงๆ ไม่ได้ไปทำเรื่องเลวร้ายอะไรซะหน่อย เรื่องในอนาคตก็ค่อยว่ากันทีหลัง
...
หลังจากโจรลักพาตัวถูกนำตัวไปแล้ว หยางเอินมองหลินฮ่าวอย่างลังเลแล้วพูดว่า “คุณต้องไปอาบน้ำหน่อยไหม...”
หลินฮ่าวหน้าดำคล้ำ วันเดียวอ้วกไปสองรอบนี่มันเกินไปจริงๆ เขาพูดด้วยความเซ็งสุดขีด “เดี๋ยวผมค่อยกลับโรงแรม คุยเรื่องงานก่อนดีกว่า ถ้าเดาไม่ผิด สองคนนี้น่าจะลักลอบเข้าประเทศมาเมื่อสัปดาห์ก่อน ช่วงนี้เพื่อความปลอดภัยของคุณ ผมจะยังอยู่ที่ลั่วเฉิงอีกสักพัก... เด็กหนุ่มคนนั้นเป็นใครกันแน่?”
“ตอนแรกผมก็นึกว่าเขาเป็นแค่นักเรียนมัธยมต้นธรรมดาๆ คนหนึ่ง” หยางเอินขมวดคิ้ว “เขาเป็นเพื่อนร่วมห้องของลูกสาวผม ชื่อเริ่นเหอ จริงๆ แล้วการที่พวกเขารู้จักกันน่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ”
หลินฮ่าวรีบขัดจังหวะ “แค่กๆ ผมไม่ได้หมายความว่าเขามีเจตนาแอบแฝงในการเข้าหาพวกคุณนะ เราตรวจสอบแล้วว่าเขาไม่ได้สังกัดองค์กรไหน หรือจงใจปกปิดตัวตน ไม่มี ผมไม่ได้ใช้ทฤษฎีสมคบคิดมาพิจารณาเรื่องนี้ ผมแค่อยากรู้เฉยๆ ว่าเขาเป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน...”
“เขาชื่อเริ่นเหอ”
หลังจากหลินฮ่าวกลับไปแล้ว หยางเอินกับหยางซีสองคนก็เริ่มเก็บกวาดบ้านที่รกเป็นรังหนู เมื่อหยางเอินยืนอยู่หน้าประตูเหล็กที่บิดเบี้ยวอย่างรุนแรง เขาก็ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ประตูเหล็กยับยู่ยี่เหมือนแผ่นกระดาษ ตรงกลางยังมีรอยบุบขนาดใหญ่ หยางเอินนึกภาพออกเลยว่าตอนนั้นต้องใช้แรงมหาศาลขนาดไหนถึงถีบประตูบานนี้ได้ นักเรียนมัธยมต้น? เป็นแค่นักเรียนมัธยมต้นธรรมดาๆ จริงๆ เหรอ?
ส่วนหยางซีก็รีบหาเวลาส่งข้อความหาเริ่นเหอ สำหรับหยางซีแล้ว หลังจากผ่านความน่ากลัวของการถูกคนแปลกหน้ามัดไว้กับเก้าอี้ เริ่นเหอก็เหมือนกับผู้ที่ลงมาจากสวรรค์เพื่อช่วยเหลือเธอและพ่อของเธอ
จะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ได้เจอความรักแบบนี้? มันช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน
ตอนที่เริ่นเหอเผชิญหน้ากับโจร หยางซีไม่เห็นความหวาดกลัวในดวงตาของเขาสักนิดเดียว เหมือนกับผีเสื้อกลางคืนที่ไม่กลัวเปลวไฟ บุกเข้ามาช่วยเธออย่างไม่ลังเลและไม่คิดชีวิต
นั่นคือคุณอัศวินของเธอ
หยางซียิ้มแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปลี่ยนชื่อของเริ่นเหอในรายชื่อผู้ติดต่อเงียบๆ เป็น “คุณอัศวิน” จากนั้นเธออาจจะรู้สึกว่ามันเลี่ยนเกินไป เลยหัวเราะแล้วลบคำว่า “คุณอัศวิน” ทิ้ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็น “อัศวินอาเจียน”
ต้องยอมรับเลยว่า เธอยังคงรู้สึกว่าความสามารถของเริ่นเหอที่ทำให้คนอื่นอาเจียนได้ตามใจชอบนั้นมันช่างน่าทึ่งจริงๆ...
ข้อความของเริ่นเหอส่งมาถึง: “พ่อเธอว่าไงบ้าง?”
“ไม่นี่ มีอะไรเหรอ?” หยางซีถามอย่างสงสัย
“อ๋อ ไม่มีอะไร รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้เจอกัน!”
หยางซีวางโทรศัพท์ลง เวลานี้จะหลับลงได้ยังไง ไม่ต้องพูดถึงความตกใจที่ยังไม่หายดี แค่ประตูที่เริ่นเหอถีบพัง ตอนนี้ก็ยังมีลมหนาวพัดเข้ามาหวีดหวิว...
โลกของเธอช่างเรียบง่าย ตอนนี้หยางซีรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากเพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆ มากขึ้นไปอีก เธอล่วงรู้ความลับอีกอย่างหนึ่งของเริ่นเหอที่คนนอกไม่รู้อีกแล้ว
...
โรงแรมไคไหล
หลินฮ่าวเช็ดผมขณะเดินออกมาจากห้องน้ำ พลางเช็ดพลางดมกลิ่น อยากจะรู้ว่าบนตัวเขายังมีกลิ่นอาเจียนอยู่หรือเปล่า ก่อนหน้านี้ไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจเรื่องพวกนี้ แต่พอเข้ามาในห้องเท่านั้นแหละ ก็รู้สึกขยะแขยงตัวเองจนทนไม่ไหว
ยังมีรถสุดที่รักของเขาอีก พรุ่งนี้ต้องไปปะยางอีกแล้ว...
ให้ตายสิ พอหลินฮ่าวนึกถึงเริ่นเหอก็รู้สึกฉุนกึ้ก นี่มันตรรกะบ้าบออะไรกัน เขารู้สึกเหมือนตัวเองซวยซ้ำซวยซ้อนไม่มีผิด!
ทว่าเขาก็ไม่เคยคิดเลยว่า ถ้าตอนแรกเขาไม่หาเรื่องเข้าไปจีบพวกเธอ ก็คงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแล้ว
หลินฮ่าวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกดโทรศัพท์หาศูนย์บัญชาการ “ฮัลโหล ซิงเฉิน?”
“พูดมา” อีกฝ่ายตอบกลับอย่างเย็นชา
“คืนนี้เป้าหมายถูกโจมตี ตอนนี้จัดการเรียบร้อยแล้ว” หลินฮ่าวรายงาน
“เขียนรายงานฉบับละเอียดส่งเป็นไฟล์ดิจิทัลมาให้ฉัน เบี้ยเลี้ยงจะโอนเข้าบัญชีคุณภายใน 3 วันหลังจากการตรวจสอบรายงานเสร็จสิ้น” ซิงเฉินพูดจบก็ทำท่าจะวางสาย แต่เธอก็คิดอะไรขึ้นมาได้แล้วพูดต่อว่า “ครั้งนี้คุณไม่ก่อเรื่องอื่นขึ้นมาอีกนี่ทำให้ฉันทั้งดีใจและประหลาดใจจริงๆ”
หลินฮ่าวหน้าดำทะมึนทันที ไม่ใช่ว่าไม่มีเรื่อง แต่เขาแค่เล่าออกไปไม่ได้ต่างหาก มันน่าอายเกินไป! จะให้บอกทุกคนว่า ตัวเองเจอประสบการณ์อ้วกสามครั้ง โดนซ้อมไปสองหน สุดท้ายภารกิจก็โดนเด็กมัธยมต้นแย่งไปงั้นเหรอ? พูดไม่ออกโว้ย!
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามขึ้นมาว่า “ซิงเฉิน คุณเคยได้ยินความสามารถประเภทที่ทำให้คนอื่นอาเจียนออกมาทันทีอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยไหม? แบบที่เห็นผลเร็วมาก ไม่เกินหนึ่งวินาที แถมยังอ้วกหนักมากด้วย?”
“คุณโดนอัดจนอ้วกเหรอ?”
“คิดไปถึงไหนแล้ว ฮ่าๆ ไม่ใช่!” หลินฮ่าวอาการอับอายขายขี้หน้ากำเริบ
“ยาจีนจือจื่อฉื่อทัง (ยาต้ม) ดื่มแล้วสามารถทำให้อาเจียนได้ทันที โดยทั่วไปจะเห็นผลในสองนาที แล้วก็มียาจีนอีกชนิดหนึ่งชื่อ กวาตี้ส่าน (ยาผง) ก็ทำให้คนอาเจียนได้เหมือนกัน” ซิงเฉินพูดอย่างใจเย็น “ที่คุณพูดมาว่าทำให้คนอ้วกได้ใน 1 วินาทีมันไม่มีอยู่จริง คุณลองใช้นิ้วตัวเองล้วงคอดูสิ”
“ผมจะไปลองทำไมล่ะ” หลินฮ่าวไม่ได้บอกว่าเขาเคยเห็นความสามารถนั้นของเริ่นเหอ ไม่อย่างนั้นถ้าอีกฝ่ายถามว่าเขารู้ได้อย่างไร เขาจะตอบว่ายังไง บอกว่าตัวเองอ้วกมาแล้วสามรอบงั้นเหรอ? เห็นผลเร็วมาก ใช้ดีสุดๆ!
นั่นมันไม่บ้าไปแล้วเหรอ...
หลินฮ่าวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ผมขอใช้สิทธิ์ในการเสนอชื่อของผม ขอเสนอชื่อ เริ่นเหอ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 2 โรงเรียนมัธยม 13 เมืองลั่วเฉิง เข้าร่วมเทียนชวี”
“คุณยืนยันที่จะเสนอชื่อนักเรียนมัธยมต้น?”
“ยืนยัน”
“รับการเสนอชื่อ ขั้นตอนการตรวจสอบจะเริ่มในอีกหนึ่งสัปดาห์” ซิงเฉินพูดจบอย่างเย็นชาก็วางสายไป เธอคิดว่าการที่หลินฮ่าวเสนอชื่อเด็กมัธยมต้นนั้นไม่ต่างอะไรกับการล้อเล่น