เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 73: คุณน้าครับ ผมมาแข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิก

บทที่ 73: คุณน้าครับ ผมมาแข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิก

บทที่ 73: คุณน้าครับ ผมมาแข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิก


ในขณะที่โลกภายนอกกำลังวุ่นวายแตกตื่นกับเรื่องของเริ่นเหอและหยางซี ทั้งสองคนกลับกำลังนั่งกินมื้อดึกอยู่ริมถนน ดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลยแม้แต่น้อย สบายๆ ชิลๆ

จริงๆ แล้วหยางซีก็ยังแอบประหม่าอยู่บ้าง แม้แต่ตอนที่ตามหยางเอินไปแอฟริกาแล้วมีลูกปืนครกตกห่างจากสถานทูตแค่ 300 เมตร เธอยังไม่ประหม่าเท่านี้มาก่อน นั่นเพราะหยางเอินบอกเธอว่า ประเทศชาติยิ่งแข็งแกร่งเท่าไหร่ อยู่ในพื้นที่สงครามก็จะยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น

แน่นอนว่ามันก็มีกรณีพิเศษ แต่คำพูดนี้ส่วนใหญ่มักจะใช้การได้

เธอประหม่าว่าทุกคนจะวิจารณ์ว่าอย่างไร และก็ประหม่าว่าเมื่อครู่ตัวเองร้องเพลงได้ต่ำกว่ามาตรฐานปกติหรือไม่ แต่พอมีคนสบายๆ อย่างเริ่นเหออยู่ข้างๆ ไม่ว่าทั้งสองจะเพิ่งไปทำเรื่องใหญ่โตแค่ไหนมา พอได้ยินเสียงเริ่นเหอโวยวายว่าหิวข้าวแล้ว หยางซีก็กลับสงบลงได้อย่างน่าประหลาด

ผู้ชายคนนี้เหมือนมีพลังวิเศษบางอย่าง

“อย่ามัวแต่กินสิ” หยางซีทำเสียงงอนๆ “เมื่อกี้ฉันร้องเป็นไงบ้าง?”

“เพอร์เฟกต์!”

“อย่ามาหลอกชมฉันนะ” หยางซีผลักเขาเบาๆ “ฉันอยากฟังความจริง”

“ฮ่าๆ ในสายตาฉันน่ะ เธอเพอร์เฟกต์ทุกตรงอยู่แล้ว” เริ่นเหอพูดอย่างอารมณ์ดี

“คุยกันดีๆ ทำไมจู่ๆ ก็...” หยางซีหันหลังกลับไปแล้วก้มหน้าก้มตากินเงียบๆ แต่ความรู้สึกหวานล้ำก็แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ หยางซีในวัย 15 ปี พูดให้ถึงที่สุดก็ยังเป็นแค่เด็กสาวคนหนึ่ง เริ่นเหอคือรักแรกของเธอ เธอไม่เคยได้ยินคำหวานใดๆ หรือต่อให้มีคนเคยพูด มันก็ถูกสมองของเธอคัดกรองออกไปโดยอัตโนมัติ

ทันใดนั้น โทรศัพท์ของหยางซีก็ดังขึ้น หน้าจอแสดงชื่อว่าเป็นเจียงซือเหยา! หยางซีหันไปมองเริ่นเหอตามสัญชาตญาณ เริ่นเหอกลืนของในปากลงคอแล้วพูดว่า “ถ้าเขาหาฉัน ก็บอกไปว่าถ้ายังอยากซื้อเพลงอีก ก็บอกว่าช่วงนี้ฉันไม่มีแรงบันดาลใจเลย รอให้พวกเราเรียนจบม.ต้นก่อนแล้วกัน”

หยางซีพยักหน้า เหตุผลนี้ฟังขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะคงไม่มีใครมีแรงบันดาลใจได้ไม่สิ้นสุดใช่ไหมล่ะ แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติ หยางซีรับสายก็ได้ยินเสียงเจียงซือเหยาหัวเราะ “พวกเธอสองคนมาปักกิ่งด้วยกันเหรอ? ฉันเห็นคลิปในเน็ตแล้วนะ เพลงที่สี่ก็เพราะมาก ถ้าใช้เพลงพวกนี้เดบิวต์ก็เพียงพอแล้วล่ะ ที่เหลือก็แค่หาเพลงมาเพิ่มอีกสองสามเพลง”

หยางซีไม่คิดว่าเจียงซือเหยาจะพูดถึงเรื่องเดบิวต์ขึ้นมากะทันหัน เธออึ้งไปครู่หนึ่งแล้วตอบ “เขาคิดว่าตอนนี้ฉันเดบิวต์ยังเร็วเกินไป”

“ยังเร็วไปอีกเหรอ?” กลายเป็นเจียงซือเหยาที่อึ้งไปบ้าง ในความคิดของเธอ การที่เริ่นเหอพาหยางซีมาทำเรื่องแบบนี้ ก็เพื่อช่วยให้เธอปรากฏตัวในสายตาของสาธารณชนในรูปแบบนี้ไม่ใช่หรือ ในเมื่อทำถึงขนาดนี้แล้วก็แน่นอนว่าต้องเริ่มร้องเพลงสิ ทำไมถึงยังเร็วไปอีกล่ะ? อีกอย่างตอนนี้ชื่อเสียงกำลังโด่งดัง ต้องรีบตีเหล็กตอนร้อนถึงจะได้ผลดีเยี่ยมไม่ใช่หรือไง

“ค่ะ ยังเร็วไป ฉันว่าที่เขาพูดก็มีเหตุผลดีนะคะ ฉันฟังเขา” หยางซีอธิบายอย่างใจเย็น เมื่อก่อนสิ่งที่เธอปรารถนาที่สุดคือการได้ร้องเพลง แต่ตอนนี้กลับไม่รีบร้อนแล้ว เพราะเธอรู้สึกว่าเริ่นเหอจะต้องจัดการให้เธอได้อย่างแน่นอน

“ฉันเลี้ยงข้าวพวกเธอดีกว่า พอดีปีหน้าฉันมีอัลบั้มใหม่...” เจียงซือเหยากล่าว แต่ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกหยางซีขัดจังหวะ

“เขาบอกว่า... ต้องรอให้จบม.ต้นก่อนค่ะ อีกครึ่งปี ช่วงนี้ไม่มีแรงบันดาลใจ” หยางซีอธิบายเสียงเบา

เจียงซือเหยาสังเกตเห็นได้ในทันที หยางซีพูดสามคำก็ไม่พ้น เขา เขา เขา ดูเหมือนว่าโลกของเด็กโง่คนนี้จะเต็มไปด้วยเด็กหนุ่มคนนั้นไปหมดแล้ว

แต่ถ้าจะขอเพลงแล้วต้องรอนานถึงครึ่งปี แผนการออกอัลบั้มใหม่ของเธอก็จำเป็นต้องเลื่อนออกไป จะรอหรือไม่รอดี? ถ้ารอ แล้วเกิดอีกฝ่ายเปลี่ยนใจกะทันหันขึ้นมา ตนเองก็ขาดทุนย่อยยับเลยสิ? แต่ถ้าไม่รอ หากไม่มีเพลงที่โดดเด่นพอที่จะเป็นแม่เหล็กของทั้งอัลบั้ม ต่อให้เป็นถึงราชินีเพลงก็มีโอกาสร่วงหล่นได้

การตัดสินใจสุดท้ายของเจียงซือเหยาคือ รอ!

“ได้ งั้นฉันจะรอเขา” เจียงซือเหยาวางสายไป เธอเป็นผู้หญิงที่รู้จักฉกฉวยโอกาสมาโดยตลอด ไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางมาถึงจุดนี้ได้ในวันนี้ เธอเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง เด็กหนุ่มที่สามารถปล่อยเพลงคลาสสิกออกมา 8 เพลงได้ในเวลาอันรวดเร็ว ศักยภาพของเขาต้องมีมากกว่านี้แน่นอน อีกทั้งภาพที่เริ่นเหอแต่งเพลงต่อหน้าเธอในวันนั้นก็สร้างความตกตะลึงให้เธอมากเกินไป เธอรู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้คุ้มค่าที่เธอจะรอ

หลังจากวางสาย หยางซีก็ยิ้มให้เริ่นเหอ “พูดแบบนี้โอเคไหม?”

“โอเค เทอมหน้าภารกิจหลักก็คือช่วยเธอแต่งเพลงที่เหลืออีก 5 เพลงให้เสร็จก่อน คนอื่นเอาไว้ทีหลัง” เริ่นเหอไม่อาจบอกได้ว่าที่ทำแบบนี้เพราะเขาไม่อยากรับภารกิจเยอะเกินไป ภารกิจเริ่มจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปแล้ว เขารู้สึกว่าถ้าเร่งความเร็วเกินไปอาจจะทำให้ระดับภารกิจพุ่งสูงขึ้นไปถึงขั้นน่าสะพรึงกลัวได้ในเวลาอันสั้น และตามสันดานของระบบทัณฑ์สวรรค์ ภารกิจเหล่านั้นอาจไม่ใช่ว่าเขาทำไม่สำเร็จ แต่มันต้องซับซ้อนมากแน่ๆ ถึงตอนนั้น ชีวิตนักเรียนอันสงบสุขคงรักษามันไว้ไม่ได้อีกต่อไป

แถมบทลงโทษก็เริ่มจะพัฒนาไปในทิศทางที่เขาไม่อาจเข้าใจได้ นั่นมันบทลงโทษพิลึกพิลั่นอะไรกัน...

แต่ยังดีที่มีเรื่องน่าฉลองอยู่หนึ่งอย่าง อย่างน้อยทำภารกิจก็ไม่โดนสังหารทิ้งอีกแล้ว ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็แค่ทนๆ เอาก็แล้วกันน่า...

ตอนกลางคืน ขณะที่เริ่นเหอไปส่งหยางซีกลับบ้าน หยางซีเห็นไฟในบ้านเปิดอยู่ก็ร้องอุทานเสียงเบาว่าแย่แล้ว ซูหรูชิงกลับมาบ้านแล้ว!

ซูหรูชิงเคยกำชับไว้อย่างชัดเจนว่าห้ามเธอออกไปวิ่งเล่นข้างนอกมั่วซั่ว หยางซีไม่กลัวหยางเอิน แต่กลับกลัวคุณแม่หญิงแกร่งคนนี้ของเธอ หยางซีต้องคิดแล้วว่าจะอธิบายที่บ้านอย่างไรดี

ทว่าขณะที่ทั้งสองลงจากรถแล้วเดินไปยังทิศทางบ้านของเธอ ก็เห็นซูหรูชิงกำลังยืนนิ่งๆ อยู่ใต้เสาไฟตรงหัวมุมถนน จ้องมองคนทั้งสองอยู่... เริ่นเหอขาสั่นผับๆ นี่มัน... ออร่าของคุณแม่ยายคนนี้มันแรงไปหน่อย และครั้งที่แล้วที่เจอกันที่ลั่วเฉิงยังพอว่า แต่นี่มันที่ปักกิ่งนะ

เขารู้ดีอยู่ก่อนแล้วว่าท่าทีแข็งกร้าวของซูหรูชิงที่มีต่อเขาไม่เกี่ยวกับสถานะของเขา ไม่เกี่ยวกับครอบครัวของเขา และก็ไม่เกี่ยวกับว่าเขามีพรสวรรค์หรือมีเงินหรือไม่ ครอบครัวของเธอไม่ได้ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันเป็นพิเศษ สิ่งที่ซูหรูชิงสนใจคือประเด็นของเรื่อง นี่มันรักในวัยเรียนชัดๆ!

ลองคิดดูสิว่าถ้าลูกสาวของเริ่นเหอเองกล้าควงเด็กหนุ่มตอนอายุ 15 แถมยังถ่อมาหาไกลถึงปักกิ่งล่ะก็ ปีหน้าวันนี้ หญ้าบนหลุมศพของเด็กหนุ่มคนนั้นคงสูงเป็นวาแล้ว!

แล้วลองย้อนกลับมาคิดถึงอารมณ์ของซูหรูชิงในตอนนี้...

“คุณน้าครับ ผมมาเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับประเทศ พอดีรู้ว่าหยางซีอยู่ปักกิ่ง เลยมาหาเธอเพื่อคุยเรื่องเรียนครับ!” เริ่นเหอบังคับตัวเองให้สงบนิ่งแล้วพูดออกไป

ทว่าซูหรูชิงกลับจ้องมองเขาเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร เริ่นเหอรู้สึกปวดตับขึ้นมาทันที ถ้าโดนดุด่าว่ากล่าวอะไรสักคำเขายังไม่ตื่นตระหนกขนาดนี้ แต่ความเงียบที่น่าขนลุกแบบนี้ต่างหากที่น่ากลัวที่สุด...

มันเหมือนกับว่าอีกฝ่ายมองทะลุทุกอย่างไปหมดแล้ว แต่ก็แค่ยืนดูคุณพูดจาเหลวไหลไปเรื่อยๆ อย่างเงียบๆ

ซูหรูชิงเอ่ยปากขึ้น “แข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิกเหรอ? ไม่สร้างชาติแล้วเหรอ? ไม่เป็นอิฐเป็นปูนให้สังคมนิยมแล้วหรือไง?”

อิฐบ้าอะไรล่ะ... ชิบ เริ่นเหอร้องลั่นในใจว่าซวยแล้ว คุณน้าเขารู้เรื่องนี้ด้วย แสดงว่าท่านต้องเห็นมาจากคลิปที่แชร์กันในเน็ตแน่ๆ

จบบทที่ บทที่ 73: คุณน้าครับ ผมมาแข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิก

คัดลอกลิงก์แล้ว