- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 42: ขายเพลง เพลงละ 8 แสน!
บทที่ 42: ขายเพลง เพลงละ 8 แสน!
บทที่ 42: ขายเพลง เพลงละ 8 แสน!
จะให้เริ่นเหอช่วยพี่สาวเขียนเพลงเหรอ? หยางซีลังเลเล็กน้อย ถึงเธอจะไม่รู้ว่าทุกครั้งที่เริ่นเหอเขียนเพลงหนึ่งเพลง เขาจะต้องทำภารกิจเสี่ยงตายหนึ่งครั้ง แต่เธอก็รู้ว่าการสร้างสรรค์ผลงานมันไม่ง่ายเลย ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจแทนเขาไม่ได้ หยางซีตอบกลับไปว่า “เรื่องนี้ฉันตัดสินใจแทนไม่ได้หรอกค่ะพี่ ฉันทำได้แค่ช่วยถามเขาให้”
“ได้เลย พี่ไม่เอาเพลงของเขามาฟรีๆ แน่นอน เพลงละ 4 แสนไปเลย!” เจียงซือเหยาอธิบาย “ตอนนี้บริษัทที่พี่อยู่ดันมีปัญหากับนักแต่งเพลงมือทองคนหนึ่งเข้า เลยทำให้ช่วงนี้พี่ไม่ได้รับเพลงดีๆ เลย ถ้าไม่มีเพลงที่พอจะเป็นเพลงชูโรงให้อัลบั้มได้ พี่ก็อาจจะต้องเลื่อนกำหนดการปล่อยอัลบั้มใหม่ออกไป แต่ในวงการบันเทิงมันก็เหมือนกับการพายเรือทวนน้ำ ถ้าพี่หยุดนิ่ง ก็มีแต่จะถูกยุคสมัยทิ้งไว้ข้างหลัง”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันลองถามให้ก่อนนะ” หยางซีคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบกลับ
“เพื่อแสดงความจริงใจ พี่บินไปลั่วเฉิงอีกรอบยังได้เลย!”
หยางซีวางสายจากพี่สาวแล้วโทรหาเริ่นเหอทันทีเพื่อเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เธออธิบายว่าเรื่องนี้ให้เริ่นเหอตัดสินใจได้ตามสบาย ไม่ต้องฝืนใจทำ
เริ่นเหอยังคงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง จู่ๆ จะให้ไปเขียนเพลงให้เจียงซือเหยาได้ยังไง? เพลงละ 4 แสนนี่มันน่าดึงดูดใจจริงๆ แต่ภารกิจหลักของเขาตอนนี้คือการเขียนเพลงของหยางซีให้เสร็จก่อนไม่ใช่เหรอ เขาจึงปฏิเสธไปว่า “คืออย่างนี้นะ ตอนนี้ฉันกำลังคิดเรื่องเพลงของเธออยู่ ยังไม่มีแผนจะเขียนให้คนอื่นน่ะ ฝากเธอช่วยตอบพี่สาวเธอให้หน่อยแล้วกัน”
เขาแยกแยะชัดเจน หยางซีก็คือหยางซี พี่สาวของหยางซีก็คือพี่สาวของหยางซี ไม่ใช่พี่สาวของตัวเอง เขาไม่จำเป็นต้องสวมบทคนดีไปเสี่ยงตายเพื่อใคร
หยางซีนำคำพูดของเริ่นเหอไปบอกเจียงซือเหยาอย่างนุ่มนวล แต่เจียงซือเหยากลับตอบกลับมาอย่างใจเย็นว่า “เมื่อกี้พี่เพิ่งจองตั๋วเครื่องบินไปลั่วเฉิงไฟลต์เช้าพรุ่งนี้ พี่จะไปขอเพลงกับเขาด้วยตัวเอง”
หยางซีอ้าปากค้าง เธอตกใจเล็กน้อย หรือว่าพรสวรรค์ของเริ่นเหอจะสำคัญในสายตาของพี่สาวขนาดนั้นเลยเหรอ แม้เธอจะรู้ว่าเพลงดีๆ นั้นหาได้ยาก แต่เพราะยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง เธอจึงไม่รู้ว่ามันหาได้ยากขนาดไหนกันแน่
ตอนนี้ทั้งวงการบันเทิงมีนักแต่งเพลงที่สามารถสร้างสรรค์เพลงดีๆ ออกมาได้น้อยเกินไป และจากประสบการณ์ของเจียงซือเหยาเอง บางครั้งหลังจากไปขอเพลงมาแล้ว เพลงที่ได้ก็อาจจะไม่ใช่เพลงฮิตติดชาร์ตเสมอไป บางเพลงแค่เธอฟังเองยังอยากจะตัดทิ้ง ไม่เอาใส่ในอัลบั้มด้วยซ้ำ
แต่สำหรับสามเพลงที่หยางซีร้องเมื่อครู่นี้ เจียงซือเหยากลับชอบทุกเพลง ในใจของเธอได้ยกให้เริ่นเหอเป็นนักแต่งเพลงมือทองไปแล้ว อีกทั้งโอกาสที่เริ่นเหอจะปล่อยเพลงดีๆ ออกมาก็สูงเกินไปแล้ว สามเพลง เป็นเพลงดีทั้งหมด!
หยางซีเล่าเรื่องนี้ให้เริ่นเหอฟัง ตอนที่เล่าก็ยังรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย “ขอโทษนะ พี่สาวฉันจะมาหานายพรุ่งนี้ตอนเช้า ฉันห้ามเธอไม่ได้จริงๆ…”
“ฮ่าๆ ไม่เป็นไรหรอก รอให้เขามาน่ะดีแล้ว ฉันจะได้คุยเรื่องราคากับเขาใหม่ได้” ตอนนี้เริ่นเหอมีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว ทุกอย่างรอให้เจียงซือเหยามาก่อนค่อยว่ากัน เรื่องนี้เขาไม่จำเป็นต้องโทษหยางซีอยู่แล้ว ใครบ้างจะไม่อยากได้เงิน ขอแค่ฝ่ายนั้นจ่ายราคาที่เขาต้องการได้ เขาก็คิดไว้หมดแล้วว่าจะให้เพลงอะไรกับอีกฝ่าย
การทำภารกิจต่อเนื่องมันน่าปวดกบาลก็จริง แต่ขอแค่ค่าตอบแทนมันคุ้มค่า ก็ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น!
เช้าวันรุ่งขึ้น หยางซีก็เป็นฝ่ายส่งกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ให้เริ่นเหอ บอกว่าพี่สาวของเธอมาถึงแล้ว ตอนเที่ยงไปกินข้าวด้วยกันไหม?
เริ่นเหอเขียนตอบกลับไปในกระดาษโน้ตว่าตกลง
ตอนเที่ยงหลังเลิกเรียน หยางซีพาเริ่นเหอเดินไปยังร้านอาหารเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตาแห่งหนึ่ง เมื่อพวกเขาไปถึง เจียงซือเหยาก็มานั่งรออยู่ข้างในแล้ว เธอจ้องมองเด็กหนุ่มข้างกายหยางซีอย่างพินิจพิเคราะห์ ดูภายนอกค่อนข้างผอมบาง แต่สายตาของเจียงซือเหยานั้นเฉียบแหลม เธอมองออกว่าภายใต้เสื้อผ้าของเด็กหนุ่มคนนี้มีกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งซ่อนอยู่
โดยรวมแล้วดูสะอาดสะอ้าน บนตัวไม่มีเสื้อผ้าราคาแพง แต่ทุกชิ้นก็ซักมาอย่างสะอาด เจียงซือเหยามีความประทับใจแรกต่อเริ่นเหอค่อนข้างดี
ทั้งสองคนอายุห่างกันเกือบ 12 ปี ดังนั้นเมื่อเจียงซือเหยาสงบใจลงได้ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองควรจะเป็นฝ่ายคุมเกม เพราะไม่ว่าจะเป็นอายุหรือสถานะของเธอ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเด็กมัธยมต้น อีกฝ่ายก็น่าจะรู้สึกกดดันอยู่บ้าง
ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอคาดไม่ถึงก็คือ ทันทีที่การเจรจาเริ่มต้นขึ้น จังหวะของเธอก็ถูกอีกฝ่ายทำลายจนสิ้น!
เริ่นเหอนั่งลงแล้วยิ้ม “สวัสดีครับพี่สาว”
หยางซีหน้างอทันที เรียกพี่สาวกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เริ่นเหอไม่ได้สนใจเธอ เขามองไปที่เจียงซือเหยาแล้วพูดว่า “สามเพลง เพลงละ 8 แสน ถ้าตกลง ผมเขียนเพลงให้ตอนนี้เลย แต่ถ้าไม่ตกลง มื้อนี้ผมเลี้ยง แล้วเราก็แยกย้าย”
แววตาของเจียงซือเหยาฉายแววสับสนมากมาย เด็กคนนี้รู้คุณค่าพรสวรรค์ของตัวเอง! ก่อนหน้านี้เธอยังคิดอยู่เลยว่าเด็กคนนี้อาจจะไม่รู้คุณค่าของสามเพลงนั้น ถึงได้มอบให้ลูกพี่ลูกน้องของตัวเองไปง่ายๆ แต่ความจริงก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเขารู้!
พูดตามตรง ถ้าเป็นในชาติก่อน เพลงของเริ่นเหออาจจะไม่ได้แพงขนาดนี้ แต่ในโลกคู่ขนานที่เพลงดีๆ หาได้ยากยิ่ง เขาจึงมั่นใจเต็มเปี่ยม!
เจียงซือเหยาครุ่นคิด เพลงแบบไหนกันถึงจะมีค่าเพลงละ 8 แสน? นี่มันเกินงบประมาณของเธอไปแล้วนะ ถ้าเกิดว่าสามเพลงนี้ไม่เป็นที่พอใจจะทำยังไง? ทำไมอีกฝ่ายถึงได้มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมขนาดนี้?!
แล้วเมื่อกี้เขาพูดว่าอะไรนะ? เจียงซือเหยาต้องการจะยืนยันกับเริ่นเหออีกครั้ง “เขียนเพลงให้ตอนนี้เลยเหรอ?”
“ใช่!”
“งั้นรอให้คุณเขียนเพลงเสร็จก่อน แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องราคากันดีไหม?”
เริ่นเหอยิ้มออกมา ก็ได้เหมือนกัน ในเมื่อทั้งสองฝ่ายยังไม่มีพื้นฐานความไว้วางใจต่อกัน เขาหยิบกระดาษจดหมายกับปากกาออกมาจากกระเป๋าแล้วเริ่มเขียนเพลง
สามเพลงนี้เขาได้ไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว อย่างแรกคือต้องไม่ขัดกับสไตล์เพลงของหยางซี เพลงที่เหมาะกับหยางซีเขาก็ต้องเก็บไว้ให้หยางซีอยู่แล้ว อย่างที่สองคือสามเพลงนี้ล้วนเป็นเพลงคลาสสิกขึ้นหิ้ง เจียงซือเหยาร้องแต่เพลงรักมาตลอด สามเพลงนี้ก็เข้ากับสไตล์ของเธอพอดี
เพลงแรก: "น่าเสียดายที่ไม่ใช่เธอ" ของเหลียงจิ้งหรู!
เขาเขียนเพลงแรกเสร็จก็ยื่นกระดาษแผ่นแรกให้เจียงซือเหยาดู แล้วเริ่มเขียนเพลงที่สอง
เพลงที่สอง: "ความกล้าหาญ" ของเหลียงจิ้งหรู!
เพลงที่สาม: "ไม่มีคำว่าถ้า" ของเหลียงจิ้งหรู!
ก็คือสามเพลงนี้ สามเพลงที่เคยโด่งดังเป็นพลุแตกของเหลียงจิ้งหรูในชาติก่อน!
เพลง ‘น่าเสียดายที่ไม่ใช่เธอ’ ทันทีที่ปล่อยออกมาก็โด่งดังไปทั่วทุกสารทิศ ในยุคนั้น ไม่ว่าจะเดินออกไปที่ไหน ตามท้องถนนตรอกซอกซอยก็จะเปิดแต่เพลงนี้ แถมในงานประกาศรางวัลจงเกอครั้งที่ 20 เพลงนี้ยังได้รับรางวัลเพลงทองคำแห่งปีอีกด้วย!
ทั้งเพลงมีท่วงทำนองและจังหวะที่ไพเราะ ช้าเร็วสอดประสาน หนักเบามีชั้นเชิง และที่สำคัญที่สุดคือการผสมผสานเสียงจริงและเสียงหลบที่สมบูรณ์แบบของเหลียงจิ้งหรูในเพลงนี้
ส่วนเพลง ‘ความกล้าหาญ’ และ ‘ไม่มีคำว่าถ้า’ ก็เป็นเพลงที่ติดชาร์ตได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะหยิบเพลงไหนออกไปก็ล้วนเป็นเพลงที่ดีทั้งสิ้น
เพียงแต่จะคุ้มค่ากับราคา 8 แสนหรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องที่แล้วแต่คนจะมอง เริ่นเหอเงยหน้าขึ้นมองเจียงซือเหยา และพบว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะถูกสามเพลงนี้ดึงดูดเข้าไปโดยสมบูรณ์แล้ว!
ในมือของเจียงซือเหยาถือกระดาษต้นฉบับสามแผ่นที่เขียนเนื้อร้องและทำนองไว้จนเต็ม สำหรับคนระดับเธอแล้ว แค่ได้เห็นตัวโน้ต ท่วงทำนองก็ดังขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติ เธอแค่ไม่เข้าใจอยู่อย่างหนึ่ง นี่คือเพลงที่เด็กมัธยมต้นคนหนึ่งแต่งขึ้นสดๆ ตรงนี้จริงๆ เหรอ?