- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 30: เลือกทิศทางของรางวัล! (ฟรี)
บทที่ 30: เลือกทิศทางของรางวัล! (ฟรี)
บทที่ 30: เลือกทิศทางของรางวัล! (ฟรี)
การเขียนเพลงมันยากแค่ไหนกัน? ในแต่ละปีมีเพลงใหม่เกิดขึ้นนับไม่ถ้วน แต่เพลงที่ไพเราะกลับมีเพียงไม่กี่เพลง ส่วนเพลงที่จะกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับชาติยิ่งหายากราวกับขนหงส์ปีกหงส์
และเพลง ‘ดาวที่สว่างที่สุดในฟ้ายามค่ำคืน’ หลังจากปรากฏตัวขึ้นในปี 2011 ก็โด่งดังไปทั่วประเทศจีนแทบจะในทันที ต้องยอมรับว่านี่เป็นหนึ่งในเพลงโปรดที่สุดของเริ่นเหอเช่นกัน
เขาไม่รู้ว่าอะไรคือทำนองหรือจังหวะ หรือจะพูดให้ถูกคือเขาไม่รู้วิธีตัดสินว่าเพลงไหนอยู่ในระดับมืออาชีพ เขารู้แค่ว่าความไพเราะคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
“ฉันรู้สึกว่ายังจับทางไม่ค่อยถูก เพลงนี้เธอเป็นคนเขียนขึ้นมา เธอช่วยร้องให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม อยากเห็นว่าในสายตาของคนแต่ง เพลงนี้ควรจะเป็นแบบไหน” หยางซีเอ่ยถาม
เอ่อ เริ่นเหอรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ถึงเสียงของเขาจะไม่เรียกว่าห่วย แต่ก็ไม่ได้ดีแน่นอน! นี่ถ้าเกิดร้องเพี้ยนจนเป็นหายนะต่อหน้าคนที่ตัวเองชอบขึ้นมา คงได้กลายเป็นเรื่องตลกแน่
“แค่กๆ ไว้สองวันหน้าแล้วกันนะ...” เริ่นเหอทำได้เพียงยื้อเวลาไปก่อน เขารีบถามระบบทัณฑ์สวรรค์ในใจ “ฉันเลือกของรางวัลได้ไหม?”
“ได้”
เชี่ย ได้จริงดิ?!
“จำเป็นต้องสละรางวัลหนึ่งครั้ง เพื่อกำหนดทิศทางของรางวัลในภารกิจครั้งถัดไป” ระบบทัณฑ์สวรรค์อธิบาย
พอพูดแบบนี้เริ่นเหอก็เข้าใจทันที หมายความว่าเขาสามารถใช้โอกาสรับรางวัล 1 ครั้ง เพื่อเลือกทิศทางของรางวัลได้ และในครั้งถัดไป ระบบทัณฑ์สวรรค์จะสุ่มเลือกรังวัลจากทิศทางนั้นๆ มาให้ สิ่งที่เขาเลือกได้มีเพียงแค่ ‘ทิศทาง’ เท่านั้น
เรื่องนี้ทำให้เขาลังเลอยู่บ้าง จากที่เห็นในตอนนี้ รางวัลของระบบทัณฑ์สวรรค์นั้นยอดเยี่ยมมาก การต้องสละรางวัลไปหนึ่งครั้งทำให้เขารู้สึกเสียดายจริงๆ
แต่ก็รู้สึกว่าในอนาคตคงเลี่ยงการร้องเพลงสาธิตให้หยางซีฟังไม่ได้แน่ การต้องทนใช้เสียงห่วยๆ ทรมานโสตประสาทของเธอเป็นอะไรที่ยากจะทำใจ... เริ่นเหอกัดฟันพูดกับระบบทัณฑ์สวรรค์ “ฉันขอสละรางวัลจากการปีนตึก 5 ชั้นด้วยมือเปล่าในครั้งนี้ เพื่อแลกกับพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงในรางวัลครั้งหน้า”
“อนุมัติ!” ระบบทัณฑ์สวรรค์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เช้าวันรุ่งขึ้น สิ่งแรกที่เริ่นเหอทำคือไปซื้อผงแมกนีเซียมกับถุงใส่ผงแมกนีเซียมที่แขวนเอวได้ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของผงแมกนีเซียมคือ “แมกนีเซียมคาร์บอเนต” เป็นผงสีขาวไร้กลิ่น มีคุณสมบัติดูดซับเหงื่อที่มือ ทำให้ฝ่ามือแห้ง ช่วยรักษาระดับแรงเสียดทานระหว่างมือกับหน้าผา ทำให้การปีนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผงแมกนีเซียมแบ่งเป็นชนิดผง ชนิดก้อน และชนิดน้ำ ชนิดผงเป็นที่นิยมที่สุด มักใช้ในกีฬายิมนาสติกและยกน้ำหนัก และเมื่อกีฬาปีนผาได้รับความนิยมมากขึ้น ผงแมกนีเซียมจึงถูกนำมาใช้เพื่อดูดซับเหงื่อที่มือระหว่างการปีนเขาด้วย
ครั้งที่แล้วตอนปีนตึกเรียนถึงชั้นสาม มือของเริ่นเหอก็เริ่มมีเหงื่อออกแล้ว ครั้งนี้ต้องปีนถึงห้าชั้น ผงแมกนีเซียมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ใช่ว่าไม่มีผงแมกนีเซียมแล้วจะปีนไม่ได้ แต่นี่เป็นการเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตของตัวเองให้มากที่สุด
เมื่อถึงเวลากลางคืนที่เงียบสงัด เริ่นเหอออกไปวิ่งวอร์มอัปเล็กน้อยแล้วจึงเริ่มปีนตึกที่พักของครอบครัวตัวเอง สำหรับเขาที่มีประสบการณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้ขอแค่มีพละกำลังเพียงพอ ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย
ตอนที่ปีนผ่านชั้นสอง เขายังได้ยินเสียงผู้ชายกับผู้หญิงกำลังทะเลาะกันอยู่ข้างใน...
“บาปกรรมๆ...” เริ่นเหอปีนขึ้นไปต่อ...
บ้านของเขาอยู่ชั้นห้าพอดี นี่เป็นแฟลตที่พักอาศัยแบบเก่า ทั้งตึกมีความสูงแค่ 7 ชั้น เขาเปิดหน้าต่างห้องของตัวเองทิ้งไว้แล้ว พอปีนถึงชั้นห้าก็จะสามารถเข้าไปทางหน้าต่างได้พอดี
ระบบทัณฑ์สวรรค์เพิ่งมอบรางวัลเพิ่มสมรรถภาพร่างกายของเขาเป็น 4.12 ดังนั้นการปีนจึงไม่ลำบากเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เริ่นเหอมีร่างกายของเด็กหนุ่ม แต่มีสมรรถภาพทางกายที่เหนือกว่าผู้ใหญ่ทั่วไป
ทว่า ทันทีที่เขาปีนมาถึงชั้นสี่ เขาก็เห็นพี่ยามถือไฟฉายส่องสว่างขนาดใหญ่เดินตรวจตราอยู่ด้านล่าง เพราะเรื่องวุ่นวายที่เจ้าของห้องชั้นสองก่อขึ้นคราวก่อน พวกเขาไปร้องเรียนฝ่ายจัดการอาคาร ผลก็คือตอนนี้พี่ยามต้องพกไฟฉายส่องสว่างมาเดินตรวจตอนกลางคืนด้วย แถมยังถูกกำชับให้คอยสอดส่องว่ามีขโมยปีนตึกหรือไม่...
เมื่อเห็นว่าลำแสงจากไฟฉายกำลังจะส่องมาถึงตำแหน่งของเริ่นเหอ จากที่สามารถค่อยๆ ปีนขึ้นไปตามลำดับได้ ตอนนี้เริ่นเหอจึงต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อแข่งกับเวลา!
เขาทาผงแมกนีเซียมที่มือเล็กน้อยเพื่อเพิ่มแรงเสียดทานที่นิ้วมือ สองเท้ากระทืบลงบนเหล็กดัดหน้าต่างของชั้นสี่อย่างแรง ร่างทั้งร่างคว้าขอบหน้าต่างของชั้นห้าได้ในพริบตา จากนั้นแขนทั้งสองข้างก็ออกแรงฉับพลัน ร่างของเขากระโจนเข้าไปในห้องของตัวเองราวกับวิหคราตรี พร้อมกับเอื้อมมือไปปิดหน้าต่างจนสนิท
และในตอนนั้นเอง ลำแสงจากไฟฉายก็ส่องมาถึงตำแหน่งที่เขาเคยอยู่เมื่อครู่นี้พอดี!
พี่ยามรู้สึกเหมือนเมื่อกี้มีอะไรบางอย่างไหวๆ แต่พอส่องไฟฉายไปก็ไม่เห็นอะไรแล้ว อีกทั้งหน้าต่างชั้นห้าก็ปิดสนิท เขาจึงได้แต่ส่ายหัว บางทีตัวเองอาจจะตาฝาดไป
ไอ้ผู้จัดการอาคารเวรนี่ก็หาเรื่องให้คนอื่นลำบากจริง ปกติเดินตรวจคืนละสองรอบก็พอแล้ว ผลคือตอนนี้ต้องเดินตรวจคืนละ 6 รอบ!
เริ่นเหอที่อยู่ในห้องเหงื่อท่วมหน้าผาก นี่มันเสี่ยงเกินไปแล้ว ถ้าถูกพี่ยามเห็นเข้า เรื่องต้องไปถึงหูพ่อแม่แน่นอน ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรรอเขาอยู่บ้าง
แต่การกระโจนเมื่อครู่นี้ สำหรับเริ่นเหอแล้ว มันเหมือนกับการเดินทางที่น่าตื่นเต้นชั่ววูบ แม้ตอนนั้นจะอันตราย แต่กลับมันส์โคตรๆ! สิ่งที่เขากำลังสนุกกับมันในตอนนี้ ก็คือความรู้สึกของการเล่นกับความตายนี่แหละ!
“โฮสต์ทำภารกิจสำเร็จ รางวัลครั้งถัดไปจะถูกเลือกจากทิศทางพรสวรรค์ด้านการร้องเพลง”
เรียบร้อย! เริ่นเหอไม่รอช้าอีกต่อไป เขาดึงกระดาษออกมาวาดบรรทัดห้าเส้น แล้วเขียนหัวข้อลงไป: หนานซานหนาน!
เพลงนี้ของหม่าโหยวเย่ในโลกคู่ขนานก็โด่งดังไปทั่วทุกสารทิศ เรียกได้ว่าเป็นผลงานระดับปรากฏการณ์ได้อย่างแน่นอน! อีกทั้งดนตรีแนวโฟล์คก็เข้ากับรสนิยมของหยางซีพอดิบพอดี การที่เขารีบเขียนเพลงนี้ออกมา จะทำให้ภารกิจครั้งต่อไปของระบบทัณฑ์สวรรค์ปรากฏเร็วขึ้น แล้วเขาก็จะสามารถร้องเพลงต่อหน้าหยางซีได้แล้ว...
ไม่นึกเลยว่าปมด้อยเรื่องไม่กล้าร้องเพลงในชาติก่อน จะถูกแก้ไขโดยระบบทัณฑ์สวรรค์ในชาตินี้
ทันทีที่เริ่นเหอเขียนเนื้อเพลงคำสุดท้ายเสร็จ ระบบทัณฑ์สวรรค์ก็ประกาศภารกิจใหม่ในหัวของเขาทันที: “ภารกิจ: ปีนตึกที่พักของโฮสต์ด้วยมือเปล่าตั้งแต่ชั้น 1-7 กำหนดเวลา 1 สัปดาห์ หากไม่สำเร็จ สังหารทิ้ง!”
ปีนตึกอีกแล้วเรอะ แกจะให้ฉันปีนจนอ้วกเป็นตึกเลยหรือไง...
เริ่นเหอไม่คิดจะนอนต่อแล้ว พี่ยามเพิ่งเดินตรวจไปรอบหนึ่ง กว่าจะมาอีกรอบก็อีกชั่วโมงข้างหน้า สู้ทำภารกิจให้เสร็จในคืนนี้ไปเลยดีกว่า!
เขาแอบสวมถุงใส่ผงแมกนีเซียมแล้วลงไปข้างล่างอย่างเงียบๆ ตอนนี้ร่างกายยังอุ่นอยู่ ไม่จำเป็นต้องวอร์มร่างกายใหม่อีกรอบ ปีนเลยแล้วกัน!
ครั้งนี้ในห้องชั้นสองไม่มีเสียงดังแล้ว สงสัยจะทะเลาะกันจนเหนื่อยแล้วล่ะมั้ง...
เมื่อปีนกลับขึ้นมาถึงชั้นห้าอีกครั้ง เริ่นเหอก็รู้สึกได้ถึงอาการปวดเมื่อยที่กล้ามเนื้อ ลองนับดูแล้ว ถ้ารวมกับตึกเรียน 3 ชั้นเมื่อเช้า วันนี้เขาปีนตึกไปแล้วทั้งหมด 13 ชั้น ถ้าปีนจบ 7 ชั้นนี้ ก็จะกลายเป็น 15 ชั้น
พูดตามตรง พละกำลังของผู้ใหญ่ทั่วไปก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมายนัก ที่กล้ามเนื้อของเริ่นเหอเพิ่งจะเริ่มมีอาการปวดเมื่อย ก็ต้องขอบคุณที่ตอนนี้น้ำหนักตัวของเขายังเบาอยู่