- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 22: คุยกันไม่ถูกคอ ก็วิดพื้นซะงั้น
บทที่ 22: คุยกันไม่ถูกคอ ก็วิดพื้นซะงั้น
บทที่ 22: คุยกันไม่ถูกคอ ก็วิดพื้นซะงั้น
เริ่นเหอสังเกตเห็นว่า ตอนที่หยางซีได้ยินประโยคนี้ เธอดูชะงักไปเล็กน้อย ต้วนเสี่ยวโหลวเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน “นายจะเอาเงินค่าตั๋วมาจากไหน ตอนนี้เรื่องเรียนสำคัญที่สุดนะ”
ประโยคหลังนี่พูดออกมาได้ห้วนมาก ราวกับกำลังบอกใบ้อะไรบางอย่างกับเริ่นเหอ เริ่นเหอหัวเราะ “เพื่อนคนอื่นไปได้ ทำไมฉันจะไปไม่ได้ล่ะ”
หยางซีหันกลับมาถามทันที “นายก็จะไปดูคอนเสิร์ตเจียงซือเหยาด้วยเหรอ”
ไปดู *ด้วย* เหรอ เริ่นเหอครุ่นคิดถึงความหมายของคำนี้ หรือว่าเดิมทีเธอก็ตั้งใจจะไปดูอยู่แล้ว
หยางซียิ้มแล้วพูดต่อ “ถ้างั้นนายไม่ต้องเลี้ยงพวกเราหรอก ฉันเลี้ยงเอง ตั๋วคอนเสิร์ตของเจียงซือเหยา พอดีฉันมีอยู่ 4 ใบ”
ต้วนเสี่ยวโหลวพูดอย่างประหลาดใจ “จริงเหรอ ทำไมไม่เห็นเคยบอกเลย แล้วเธอไปเอาตั๋วมาจากไหน”
หยางซีกระซิบเสียงเบา “จริงๆ แล้ว เจียงซือเหยาเป็นลูกพี่ลูกน้องฉัน แล้วก็เป็นไอดอลของฉันด้วย ฉันดูคอนเสิร์ตของเธอมาตั้งแต่เด็ก ความฝันสูงสุดของฉันก็คือการได้เป็นเหมือนเธอในสักวันหนึ่ง ได้ร้องเพลงอยู่บนเวที”
สวี่นั่วแทรกขึ้นมา “เชี่ย เธอเป็นลูกพี่ลูกน้องของเจียงซือเหยาเหรอ งั้นก็ให้เขาช่วยเธอดิ จะได้ไปเป็นนักร้อง ได้ยินว่าร้องเพลงนี่ทำเงินได้เยอะมากเลยนะ”
“ไม่ใช่เรื่องเงินหรอก แค่อยากจะร้องเพลงเพราะๆ บนเวทีให้คนอื่นฟัง ไม่ต้องมีแดนเซอร์อะไรพวกนั้น แค่ร้องเพลงเงียบๆ เพลงเพราะๆ ไม่ต้องมีเสียงอึกทึกครึกโครม” หยางซีส่ายหน้าอธิบาย
เรื่องมันเป็นไปไงวะเนี่ย จากที่จะเลี้ยงคนอื่นดูคอนเสิร์ต กลายเป็นเราได้ตั๋วฟรีซะงั้น... เริ่นเหอเกาคางพลางคิด ที่แท้ก็ชอบร้องเพลงนี่เอง งั้นเราก็ช่วยเธอได้สิ แต่ว่าวงการบันเทิงมันก็เหมือนบ่อโคลนดีๆ นี่เอง ไม่รู้ว่าหยางซีจะรักษาตัวตนของตัวเองไว้ได้หรือเปล่า
แต่ตอนนี้จะพูดเรื่องนี้ก็ยังเร็วไป เริ่นเหอพูดว่า “งั้นก็ได้ ตกลงตามนี้นะ ถึงตอนนั้นเธอเลี้ยงคอนเสิร์ตพวกเรา ส่วนฉันเลี้ยงข้าวพวกนายเอง”
“ได้” หยางซีพยักหน้า
ต้วนเสี่ยวโหลวเหลือบมองเริ่นเหอแวบหนึ่งแล้วก็หันกลับไป ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เรื่องที่หยางซีเป็นลูกพี่ลูกน้องของเจียงซือเหยากลายเป็นความลับเล็กๆ ที่ถูกเก็บไว้ในวงเพื่อนสี่คนนี้เท่านั้น บางครั้ง วิธีที่จะทำให้สนิทกันได้อย่างรวดเร็วก็คือการแบ่งปันความลับ
หลายวันนี้ นอกจากจะต้องวิ่งจ็อกกิงตอนกลางคืนแล้ว เริ่นเหอยังต้องฝึกวิดพื้นอีกด้วย เขาต้องฝึกทุกวันจนหมดเรี่ยวหมดแรงถึงจะพักได้ จนถึงตอนนี้ จำนวนครั้งที่เขาวิดพื้นได้ในหนึ่งนาทีคือ 81 ครั้ง ยังห่างจากเป้าหมาย 90 ครั้งอยู่พอสมควร
ไม่รู้ว่าไอ้คนทื่ทำได้ 110 ครั้งใน 1 นาทีมันเป็นสัตว์ประหลาดแบบไหนกันวะ เริ่นเหอถอนใจอย่างชื่นชม
ช่วงเวลานี้ การฝึกฝนอย่างหนักหน่วงทำให้รูปร่างของเริ่นเหอได้สัดส่วนและแข็งแรงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายในวัยเด็กที่กลับมีสมรรถภาพแบบผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นหนุ่มกล้ามปูแต่อย่างใด พอใส่เสื้อผ้าก็ยังดูผอมเพรียวเหมือนเดิม ถึงแม้ระบบทัณฑ์สวรรค์จะเพิ่มสมรรถภาพร่างกายให้ แต่ก็ไม่ได้เพิ่มน้ำหนักให้เขาสักนิด ของรางวัลนี่มันช่างยากจะคาดเดาจริงๆ
ช่วงนี้ยอดขายนิยายเรื่อง ‘คัมภีร์เทพ’ ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างคงที่ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เขาจะต้องทำภารกิจวิดพื้นให้เสร็จก่อนที่ภารกิจบทลงโทษจากค่าต้นฉบับเดือนที่สองของ ‘คัมภีร์เทพ’ จะมาถึง ไม่เช่นนั้นหากสองภารกิจมาชนกัน ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องบ้าบออะไรขึ้นมาอีก
หัวใจสำคัญของการวิดพื้นในหนึ่งนาทีจริงๆ แล้วคือพลังระเบิด มันเน้นฝึกกล้ามเนื้ออกส่วนนอก (Pectoralis Major) กล้ามเนื้อหลังแขน (Triceps) และกล้ามเนื้อหัวไหล่ด้านหน้า (Anterior Deltoid) ส่วนกล้ามเนื้อที่ทำงานร่วมด้วยคือ กล้ามเนื้อต้นแขนด้านหน้า (Coracobrachialis) กล้ามเนื้อใต้กระดูกสะบัก (Serratus Anterior) และกล้ามเนื้ออกส่วนใน (Pectoralis Minor) เรียกได้ว่ากล้ามเนื้อหกมัดนี้คือสิ่งที่ค้ำจุนการเคลื่อนไหวทั้งหมด
เริ่นเหอตัดสินใจทบทวนจุดสำคัญของการวิดพื้นที่ระบบทัณฑ์สวรรค์มอบให้เขาอย่างจริงจัง อันที่จริงแล้ว ความทรงจำที่ระบบมอบให้ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ความทรงจำแบบนี้มันมหัศจรรย์มาก เปรียบได้กับว่าหากระบบมอบทักษะการกระโดดน้ำให้เขา ตราบใดที่สมรรถภาพร่างกายของเริ่นเหอไปถึงเกณฑ์ที่ท่าต้องการ เขาก็จะสามารถทำท่านั้นออกมาได้ทันที
แต่ก่อนหน้านี้เริ่นเหอรู้สึกว่าเรื่องง่ายๆ อย่างการวิดพื้นคงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งนี้ แต่ความจริงก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาคิดผิด
เขาปรับท่าทางของตัวเองใหม่ วางแขนทั้งสองข้างแยกออกจากกัน ให้กว้างเท่าหัวไหล่หรือกว้างกว่าเล็กน้อย ใช้แขนทั้งสองยันพื้น ปลายเท้าจิกพื้น ศีรษะเงยขึ้นเล็กน้อย สายตามองพื้น เกร็งหน้าท้อง รักษาแผ่นหลังให้โค้งตามธรรมชาติ งอข้อศอกเล็กน้อย
สิ่งที่สำคัญที่สุดในระหว่างนี้คือต้องให้ศีรษะและกระดูกสันหลังอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน และต้องหายใจเข้าตอนย่อตัวลง หายใจออกตอนดันตัวขึ้น การหายใจนี้น่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุด
เริ่นเหอมองเวลาอีกครั้ง จากนั้นร่างกายก็เริ่มขยับขึ้นลงอย่างรวดเร็วบนพื้น เพราะเขาฝึกมานานเกินไป แม้แต่พื้นก็ยังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ การวิดพื้นใช้พละกำลังอย่างมหาศาล ดังนั้นในช่วงท้ายๆ เริ่นเหอแทบจะต้องอาศัยเพียงพลังใจเพื่อพยุงตัวเองให้ทำจนครบแต่ละครั้ง
ครบ 1 นาที, 88 ครั้ง!
เหลืออีกแค่ 2 ครั้งก็จะถึงเป้าหมาย 90 ครั้งแล้ว ในที่สุดเริ่นเหอก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่เป้าหมายที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นสถิติที่ขาดไปแค่สองครั้งทั้งที่พละกำลังถูกใช้ไปมากขนาดนี้ รอให้ได้พักสักคืน ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้เช้าอาจจะทำสำเร็จเลยก็ได้ ดูเหมือนว่าความทรงจำที่ระบบทัณฑ์สวรรค์มอบให้มันถูกต้องที่สุดจริงๆ
ตอนนี้เริ่มมองไปถึงรางวัลหลังจากทำภารกิจนี้สำเร็จได้แล้ว... พูดตามตรง ของรางวัลที่ระบบทัณฑ์สวรรค์ให้มาจนถึงตอนนี้ล้วนทำให้เริ่นเหอพอใจมาก ความรู้ด้านทฤษฎีดนตรีที่เคยคิดว่าไร้ประโยชน์ ตอนนี้ดูเหมือนจะมีที่ให้ใช้แล้ว ส่วนรางวัลด้านสมรรถภาพร่างกายนั้น หากคิดจะเล่นกับความตาย อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
ก็ต้องเป็นสมรรถภาพร่างกายไม่ใช่หรือ กีฬาเอ็กซ์ตรีมตั้งกี่อย่างที่ต้องการสมรรถภาพร่างกายขั้นสูง ปีนหน้าผาด้วยมือเปล่าแล้วหมดแรงกลางทางมันจะใช้ได้ที่ไหน ไปตายอยู่บนนั้นรึไง นั่นเป็นไปไม่ได้แน่นอน
หรือรางวัลจะเป็นสมรรถภาพร่างกายไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นซูเปอร์แมน หรืออาจจะเหมือนกับทฤษฎีดนตรี ที่ทำให้เขากลายเป็นอัจฉริยะมากความสามารถ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
ตอนกลางคืนขณะวิ่งจ็อกกิงกับต้วนเสี่ยวโหลว เขาก็เผลอยิ้มออกมาเป็นพักๆ ทำเอาต้วนเสี่ยวโหลวงงไปเลย ไม่เข้าใจว่าวันนี้เริ่นเหอเป็นอะไรไป แต่หลังจากผ่านเรื่องที่โดนเพื่อนร่วมห้องล้อในครั้งก่อน เธอก็เริ่มพยายามรักษาระยะห่างระหว่างทั้งสองให้อยู่ในขอบเขตของความเป็นเพื่อนอย่างตั้งใจ ดังนั้นบางครั้งเธอจะคอยห้ามใจตัวเองไม่ให้เป็นฝ่ายชวนเริ่นเหอคุยมากเกินไป
แต่ในขณะที่คิดแบบนั้น เธอก็กลับรู้สึกขัดแย้งในใจ เพราะบางครั้งเธอก็อยากจะคุยอะไรกับเริ่นเหอมาก
นี่คือความคิดที่ไม่โตเต็มวัยของเด็กสาว เริ่นเหอมองออกแต่ก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องพูดออกไป
พอตื่นเช้าวันรุ่งขึ้น สิ่งแรกที่เริ่นเหอทำคือล้างหน้าล้างตาแล้วออกไปหาอะไรกินเป็นอาหารเช้า เขาไม่ได้รีบทำภารกิจทันทีเพราะ หลังจากนอนหลับลึก ทุกคนจะเจอสภาวะที่ตื่นแล้วแต่ยังไม่มีแรงอย่างเลี่ยงไม่ได้ นี่เป็นเพราะระบบต่างๆ ในร่างกายยังไม่ตื่นตัวเต็มที่ ปกติแล้วกินข้าวสักมื้อก็หาย
“เถ้าแก่ เสี่ยวหลงเปาหนึ่งเข่ง เต้าฮวยหนึ่งถ้วยครับ!” เริ่นเหอพูดอย่างอารมณ์ดี แต่ก่อนเจ้าของร่างคนนี้ตื่นเช้ามาได้กินแค่อาหารแช่แข็งในตู้เย็น แต่ตอนนี้เริ่นเหอมีเงินแล้ว แถมยังเป็นเงินก้อนโตถึง 40,000 หยวน! เสี่ยวหลงเปาแค่นี้ ต่อให้กินเข่งทิ้งเข่งก็ยังได้
เมื่อกินเสร็จ เริ่นเหอก็กำลังจะออกไปทำภารกิจ กินอิ่มแล้วคนก็มีแรง เลือดลมก็สูบฉีด แน่นอนว่าต้องรีบตีเหล็กตอนร้อน
แต่กลับได้ยินเถ้าแก่ร้านหัวเราะแล้วพูดว่า “ไอ้หนุ่ม ดูสดใสแข็งแรงดีนี่ ร่างกายดูแน่นปั้กเลย!”
จะว่าไปแล้ว ตอนนี้สภาพร่างกายและจิตใจของเริ่นเหอในทุกๆ ด้านก็ดีกว่าเด็กรุ่นเดียวกันมากจริงๆ ดูมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ
จากนั้นเถ้าแก่ร้านอาหารเช้าก็ได้แต่อ้าปากค้างมองเริ่นเหอที่พอเดินออกจากร้านก็ก้มตัวลงนอนกับพื้นต่อหน้าต่อตาเขา แล้วเริ่มวิดพื้นอย่างบ้าคลั่ง... ความเร็วนั้นเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ในยามปกติ!
“เอ่อ...ไอ้หนุ่มนี่โดนฉันชมหน่อยถึงกับคึกเลยเหรอไง คุยกันไม่ถูกคอหน่อยก็วิดพื้นเลยเรอะ... พอๆๆ รู้แล้วว่าร่างกายแข็งแรง ลุกขึ้นได้แล้ว...”