- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 17: รอดตายครั้งใหญ่ ย่อมมีโชคตามมา
บทที่ 17: รอดตายครั้งใหญ่ ย่อมมีโชคตามมา
บทที่ 17: รอดตายครั้งใหญ่ ย่อมมีโชคตามมา
วินาทีที่กระโดดลงจากชานยื่น เริ่นเหอยังคงใจเย็นเป็นน้ำแข็ง ทิวทัศน์ของขุนเขาทะยานผ่านสายตาของเขาจากบนลงล่างอย่างรวดเร็ว เริ่นเหอรู้สึกได้ว่าเส้นผมทุกเส้นของเขาตั้งชี้ขึ้นฟ้า
การกระโดดตึกจริงๆ คงให้ความรู้สึกแบบนี้สินะ
เมื่อได้สัมผัสความรู้สึกเฉียดเป็นเฉียดตายอีกครั้ง เริ่นเหอดูเหมือนจะรู้สึกว่าตัวเองปล่อยวางได้มากขึ้นอีกขั้น
ความรู้สึกของการดิ่งพสุธาอย่างอิสระก็เหมือนกับการเผชิญหน้ากับความตายอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เขาเลือกเอง ความรู้สึกแบบนี้มันช่างน่าพิศวงเป็นพิเศษ
เริ่นเหอไม่เป็นอะไร ที่เขาสาปแช่งระบบทัณฑ์สวรรค์ก็เพียงเพราะตอนที่เขาเด้งดึ๋งอยู่กลางอากาศ เขาได้ยินเสียงเชือกดังเอี๊ยดอ๊าดชัดเจน นี่มันต้มตุ๋นกันเกินไปแล้วไม่ใช่เรอะ กิจกรรมเก่าเก็บขาดการซ่อมบำรุงแบบนี้ทำไมไม่รีบปิดไปซะ
กลับไปต้องแจ้งความให้สิ้นซาก!
ระหว่างที่กำลังเด้งดึ๋ง เลือดทั่วร่างของเริ่นเหอเริ่มสูบฉีดขึ้นไปที่ศีรษะ เขานึกภาพออกเลยว่าตอนที่กลับขึ้นไป เส้นเลือดในตาของเขาต้องแดงก่ำแน่
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงเหล็กหักดังลั่นน่าสยดสยองมาจากเหนือศีรษะ...แกร๊ก!
เสียงนี้เสียดแทงเข้ามาในสมองของเริ่นเหอจนเขารู้สึกเสียวฟันไปหมด!
“เชี่ย? อะไรหักวะ? สวี่นั่ว! รีบบอกให้พวกแม่งดึงฉันขึ้นไปเร็วเข้า!” เริ่นเหอร้อนใจขึ้นมาทันที ถึงแม้การเล่นกับความตายจะมันส์สุดๆ แต่ก็ไม่มีใครอยากจะเล่นจนตายจริงหรอกนะ แต่เขาก็รู้ว่าถึงแม้ข้างบนจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ในเมื่อเขายังไม่ร่วงลงไป ก็แปลว่าน่าจะยังมีทางรอด...
เขามองลงไปยังป่าทึบเบื้องล่าง พลางคำนวณระยะห่างจากพื้นดิน...น่าจะประมาณ 300 กว่าเมตรได้
นี่ถ้าแม่งร่วงลงไป รับรองว่าตายสนิท!
ในตอนนั้นเอง สลิงอีกเส้นที่ใช้ดึงตัวเขากลับขึ้นไปก็ถูกหย่อนลงมา เริ่นเหอตาไว มือไว คว้าหมับ ก่อนจะคล้องเข้ากับตัวอย่างรวดเร็ว
เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกดึงขึ้นไปอย่างช้าๆ ทีละนิด เริ่นเหอถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย รีบขึ้นไปให้พ้นจากอันตรายคือสิ่งสำคัญที่สุด
แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกกระอักกระอ่วนนิดหน่อย...เพราะว่าน้องชายของเขามันสู้ชีวิต!
ไม่รู้ว่ามันเป็นหลักการอะไรกันแน่ แต่ผู้ชายส่วนใหญ่หลังจากเล่นบันจี้จัมป์ น้องชายที่อยู่ข้างล่างมักจะลุกขึ้นยืนตรงเป็นเวลาสั้นๆ
“เริ่นเหอ นายเป็นอะไรหรือเปล่า” ทันทีที่เริ่นเหอถูกดึงขึ้นมา สวี่นั่วก็เอ่ยถามเป็นคนแรก
เริ่นเหอยังไม่หายขวัญเสีย ตอบกลับไปว่า “ฉันแค่อยากจะรู้ว่าเมื่อกี้เสียงห่าอะไรมันหักวะ”
“อ๋อ ก็แค่ราวกั้นเหล็กอันนึงมันหักน่ะ ไม่ใช่อุปกรณ์บันจี้จัมป์พังหรอก”
เริ่นเหออึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ก็ไม่ออก “เวรเอ๊ย ทำเอาเฮียแทบช็อกตาย! นึกว่าจะต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ซะแล้ว! โคตรระทึกเลยว่ะ!”
พนักงานดูแลยิ้มพลางพูดว่า “บันจี้จัมป์นี่ดูเหมือนอันตราย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่นะครับ ไม่งั้นทางอุทยานคงไม่รอจ่ายค่าชดเชยอย่างเดียวเหรอ”
เริ่นเหอหน้าดำคร่ำเครียด นึกในใจว่าหยุดพล่ามได้แล้วพ่อคุณ แค่ดูก็รู้ว่าเก่าเก็บขาดการซ่อมบำรุงขนาดนี้ ไม่สั่งปิดก็ถือว่าฟ้าดินไร้ตาแล้ว
ขณะที่กำลังพูดคุยกัน จู่ๆ เริ่นเหอก็เงยหน้าขึ้นไปเห็นเพื่อนร่วมชั้นของเขา ช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้ มาเจอกันเอาตอนนี้ได้ยังไง สิ่งแรกที่เขามองหาคือหยางซี ไม่คาดคิดว่าสายตาของอีกฝ่ายก็กำลังจับจ้องมาที่เขาอยู่พอดี เริ่นเหอพลันมองตามสายตาของเธอลงมาที่ตัวเอง...เชี่ยเอ๊ย น้องชายเฮียยังคงยืนตรงเคารพธงชาติอยู่เลย!
เริ่นเหอรีบตบก้นลุกขึ้นยืนเพื่อให้เลือดในร่างกายไหลเวียนกลับสู่ภาวะปกติ หวังให้น้องชายของเขารีบสงบลงโดยเร็ว ถึงแม้มันจะไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร เป็นปฏิกิริยาปกติของคนเล่นบันจี้จัมป์ แต่ก็ยังน่าอายอยู่ดี...
“อะแฮ่ม พวกเรามาทำอะไรกันที่นี่เหรอ” เริ่นเหอรีบเปลี่ยนเรื่อง เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าในแววตาของหยางซีที่มองมานั้นมีรอยยิ้มเจืออยู่
ต้วนเสี่ยวโหลวถามกลับ “แล้วนายมาทำอะไรที่นี่ล่ะ ไม่ใช่ว่าไม่อยากออกมาเที่ยวเหรอ”
“อ๋อ คือจริงๆ แล้วฉันวางแผนกับสวี่นั่วไว้นานแล้วว่าจะมาดูพระอาทิตย์ขึ้นกับเล่นบันจี้จัมป์ที่ภูเขาไป๋หยุน พอพวกเธอชวนไปหุบเขาชงตู้ ฉันก็เลยไม่ได้ลงชื่อ”
คำพูดนี้เอาไว้หลอกผีได้เท่านั้นแหละ วางแผนไว้นานแล้ว? สวี่นั่วเพิ่งจะมาบอกเธอเมื่อวานนี้เองว่าติดธุระไปร่วมกิจกรรมไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะตัดสินใจกันเมื่อวาน! แถมตอนที่วิ่งจ็อกกิงกลางคืน เธอก็บอกเริ่นเหอด้วยตัวเองแล้วว่าสถานที่จัดกิจกรรมเปลี่ยนเป็นภูเขาไป๋หยุนแล้ว แต่ต้วนเสี่ยวโหลวรู้ดีว่าเธอไม่ควรถามต่อ เพราะในใจเธอก็รู้ว่าเริ่นเหอคงแคไม่อยากไปกับกลุ่มใหญ่เท่านั้นเอง
ทว่าในวันนี้ เธอก็ได้สัมผัสถึงความหลักแหลมของเริ่นเหออย่างลึกซึ้ง ถ้าเธอไม่ได้มากับเพื่อนกลุ่มนี้ ป่านนี้คงได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นไปแล้ว! และทริปนี้คงไม่จบลงด้วยความทรงจำแย่ๆ มากมายขนาดนี้
แต่ว่า การฉายเดี่ยวไม่ใช่สิ่งที่เข้ากับนิสัยของต้วนเสี่ยวโหลวเลย ตั้งแต่ประถมเธอก็เป็นหัวหน้าห้องมาตลอด จินตนาการว่าพอเข้ามหาวิทยาลัยก็จะเป็นประธานนักศึกษา ดูเหมือนว่าเธอคงไม่มีวันทำอะไรตามใจตัวเองได้เหมือนเริ่นเหอ
ต้วนเสี่ยวโหลวเอ่ยขึ้น “งั้นตอนกลับก็กลับด้วยกันนะ”
“ด้วยกันสิ ด้วยกันแน่นอน!” เริ่นเหอตอบอย่างร่าเริง “พวกเราจะกลับพร้อมทุกคน”
ไหนๆ ตอนกลับก็ต้องไปนั่งรถบัสที่ลานจอดรถอยู่แล้ว ไม่มีความแตกต่างอะไร แถมยังมาเจอกันแล้วด้วย ถ้ายังแยกตัวไปอีกก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่
เมื่อต้วนเสี่ยวโหลวได้ยินเริ่นเหอพูดเช่นนั้นก็เลิกเซ้าซี้ หันไปพูดกับทุกคนว่า “ดูแล้วอุปกรณ์บันจี้จัมป์นี่ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ พวกเราอย่าไปเสี่ยงเลยดีกว่า ลงเขากันเถอะ ไปเก็บของเตรียมตัวกลับ”
เมื่อมาถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ทุกคนก็ได้แต่มองเริ่นเหอกับสวี่นั่วสองคนเดินเข้าไปในโรงแรมไป๋หยุนตาปริบๆ พอนึกถึงที่พักของตัวเองที่มีแม้กระทั่งแมลงสาบ อารมณ์ก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก
“สวี่นั่วไม่คิดจะเก็บเงินแล้วหรือไง เลี้ยงเริ่นเหอพักที่แพงขนาดนี้”
“ได้ยินว่าที่บ้านสวี่นั่วทำธุรกิจ ไม่รู้ว่าทำธุรกิจอะไร”
หยางซีสงสัย “ทำไมทุกคนถึงคิดว่าเป็นสวี่นั่วจ่ายเงินล่ะ ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเป็นเริ่นเหอเลี้ยงสวี่นั่วมากกว่า ตลอดทางมานี้เห็นได้ชัดว่าเริ่นเหอเป็นคนตัดสินใจตลอดเลยนะ”
“หยางซี เธอเพิ่งย้ายมาเลยไม่รู้ เริ่นเหอน่ะขึ้นชื่อเรื่องเงินค่าขนมน้อย เดือนหนึ่งได้แค่ 5 หยวนเท่านั้นเอง จะให้เขาจ่ายค่าโรงแรมไป๋หยุนน่ะ เป็นไปไม่ได้เลย”
หยางซีเริ่มสับสน ทำไมสิ่งที่เพื่อนร่วมชั้นพวกนี้คิด ถึงได้แตกต่างจากสิ่งที่เธอรับรู้ขนาดนี้
ระหว่างทางกลับ เริ่นเหอจงใจเลือกที่นั่งด้านหลังต้วนเสี่ยวโหลวกับหยางซีพร้อมกับเจ้าอ้วนสวี่นั่ว แต่ถึงแม้จะนั่งใกล้กัน ก็แทบจะไม่ได้คุยกันสักเท่าไหร่ เริ่นเหอเองก็ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของตัวเอง เขาก็แค่รู้สึกตามสัญชาตญาณว่าอยากจะอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้คิดจะทำอะไรเป็นพิเศษ
ตอนนี้เองเขาถึงมีเวลาหยิบมือถือขึ้นมาดูผลงานนิยายเรื่อง ‘คัมภีร์เทพ’ ของตัวเอง ต้องรู้ไว้นะว่าเมื่อวานเป็นวันแรกที่นิยายของเขาเปิดขาย!
เมื่อวานมัวแต่ยุ่งจนไม่มีเวลาดู แค่ตั้งเวลาเผยแพร่ต้นฉบับที่เขียนตุนไว้ล่วงหน้าเท่านั้น ผลคือตอนนี้เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตอนเปิดขายได้ขึ้นแนะนำหน้าไหน!
และเขาก็อยากรู้ด้วยว่า ผลงานของ ‘คัมภีร์เทพ’ เป็นอย่างไรบ้าง สมกับชื่อคัมภีร์เทพหรือไม่
วงการนิยายออนไลน์ก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่ว่าก่อนเปิดขายคุณจะมีคนกดติดตามเท่าไหร่ ได้รับคำชมมากแค่ไหน มีตั๋วแนะนำเยอะเพียงใด มีเพียงวันแรกที่เปิดขายเท่านั้นที่จะพิสูจน์ผลงานที่แท้จริงของคุณได้!
ยอดสั่งซื้อ คือราชาผู้พิสูจน์ทุกสิ่ง
เนื่องจากโลกคู่ขนานนี้มีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ดีกว่ามาก ผลงานนิยายออนไลน์โดยรวมจึงดีขึ้นตามไปด้วย
ยอดสั่งซื้อเฉลี่ยต่ำกว่า 1,000 ถือว่าเจ๊ง สูงกว่า 1,000 ยังมีหวังแจ้งเกิด ยอดสั่งซื้อเฉลี่ย 5,000 คือผลงานระดับพรีเมียม ยอดสั่งซื้อเฉลี่ย 10,000 คือระดับเทพ
เกณฑ์การเข้าร่วมงานเลี้ยงประจำปีของเว็บเซิ่งซื่อจงเหวิน ก็คือยอดสั่งซื้อเฉลี่ย 10,000 นี่แหละ
ส่วนพวกที่มี ยอดสั่งซื้อเฉลี่ยสี่หมื่นถึงหนึ่งแสน คือระดับมหาเทพ นั่นคือยักษ์ใหญ่ตัวจริง
ยอดสั่งซื้อเฉลี่ยหนึ่งแสน นี่น่าจะเป็นสถิติสูงสุดของเว็บเซิ่งซื่อจงเหวินแล้ว ซึ่งสูงกว่าโลกเดิมมาก
“ช่างเป็นยุคสมัยที่ดีจริงๆ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาดีขนาดนี้! รอดตายครั้งใหญ่ ย่อมมีโชคตามมา สวรรค์ได้โปรด ขอให้ผลงานของข้าพเจ้าปังระเบิดด้วยเถิด!”
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนของระบบทัณฑ์สวรรค์ก็ดังขึ้นในหัวของเริ่นเหอ “ขอแสดงความยินดีที่ทำภารกิจบันจี้จัมป์สำเร็จ รางวัล เพิ่มสมรรถภาพร่างกาย 1.0”