เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15: ความอลหม่านของเหล่าเพื่อนร่วมชั้น

บทที่ 15: ความอลหม่านของเหล่าเพื่อนร่วมชั้น

บทที่ 15: ความอลหม่านของเหล่าเพื่อนร่วมชั้น


ตอนกลางคืน เริ่นเหอพาสวี่นั่วเจ้าอ้วนไปกินข้าวที่โรงแรมไป๋หยุน จากนั้นก็พาไปแช่น้ำพุร้อนต่อ พอเจ้าอ้วนสวี่นั่วเห็นสาวสวยหุ่นดีในชุดบิกินีที่บ่อน้ำพุร้อนรวมเท่านั้นแหละ น้ำลายแทบจะไหลออกมาอยู่แล้ว!

“เฮ้ยๆ เลิกมองได้แล้ว! พูดถึงแกนั่นแหละเจ้าอ้วน! แกแม่งอายุเท่าไหร่กันวะ ถึงได้ทำหน้าหื่นแบบนี้?” เริ่นเหอสบถพลางหัวเราะอย่างเอือมระอา

เจ้าอ้วนสวี่นั่วทำหน้าตื่นเต้นจนเกือบจะน้ำตาไหลพราก เขาพูดว่า “นี่สิถึงจะเรียกว่าชีวิต! แกคิดดูสิว่าที่พวกเราลำบากเรียนหนังสือกันงกๆ ที่โรงเรียนมันเพื่ออะไรกัน ฉันอยากใช้ชีวิตแบบนี้ทุกวันจริงๆ”

เริ่นเหอเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “ทัศนคติของแกนี่มันใช้ไม่ได้เลยนะ การเรียนหนังสือในโรงเรียนก็เพื่อหาทักษะติดตัวสักอย่างมาทำให้แกมีชีวิตแบบนี้ได้ไม่ใช่รึไง? เอาจริงๆ ฉันก็รู้สึกว่าการเรียนที่โรงเรียนมันน่าเบื่อ ไอ้สิ่งที่สอนๆ กันน่ะ พอออกไปใช้ชีวิตในสังคมสักสองปีก็คืนครูไปหมดแล้ว ไม่ได้ใช้เลยสักนิด แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่แกต้องจำไว้ คือการมีทักษะติดตัวสักอย่าง นี่คือพื้นฐานที่สุด เข้าใจมั้ย?”

“ทักษะติดตัวคืออะไร?”

“ก็คือทักษะที่ทำให้แกยืนหยัดในสังคมได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง” เริ่นเหออธิบาย “ทักษะที่ว่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการวิจัยเคมี ฟิสิกส์ หรือการบริหารธุรกิจ แต่จะเป็นช่างซ่อมรถ เขียนนิยาย วาดการ์ตูนก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่เลี้ยงตัวเองได้ก็พอ”

“อ้อ งั้นฉันเข้าใจแล้ว เขียนโปรแกรมนับมั้ย? ฉันชอบอันนี้แหละ” สวี่นั่วถาม

“หืม?” เริ่นเหอลุกขึ้นนั่ง “ไอ้หนูนี่เขียนโปรแกรมเขียนโค้ดเป็นด้วยเหรอ?”

“เมื่อสองปีก่อนลูกพี่ลูกน้องสอนฉันนิดหน่อย หลังจากนั้นฉันก็เริ่มเรียนด้วยตัวเอง ที่บ้านก็ไม่ได้ห้าม แถมยังสนับสนุนด้วยซ้ำ นี่ถือเป็นงานอดิเรกน่ะ” พอพูดถึงเรื่องเขียนโปรแกรม ดวงตาของสวี่นั่วก็เป็นประกายขึ้นมา

“ตอนนี้แกทำเองได้ถึงระดับไหนแล้ว?” เริ่นเหอถามอย่างละเอียด

“ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ตอนนี้ก็แค่ลูกพี่ลูกน้องส่งงานมาให้ทำนิดๆ หน่อยๆ แล้วฉันก็ช่วยเขาเขียนโค้ดเฉพาะบางส่วน ยังไม่เคยทำอะไรด้วยตัวเองแบบเดี่ยวๆ เลย”

“อ้อ โอเค งั้นเรื่องนี้ไว้กลับไปค่อยว่ากัน!”

“เอ่อ... เริ่นเหอ ที่นี่มี... ไอ้นั่น... มั้ย?”

“ไอ้นั่นไหน?” เริ่นเหอชะงักไป

“ก็แบบ... บริการพิเศษอะไรแบบนั้น?” สวี่นั่วถามอย่างอิดๆ ออดๆ

เริ่นเหอหน้าดำทะมึน ถีบเขาร่วงลงน้ำไปทันที “แกมันแค่นักเรียน ม.ต้น นะเว้ย คิดบ้าอะไรอยู่?”

“ฉันก็แค่ถามดู...”

...

เมื่อถึงยามเช้ามืด ท้องฟ้าด้านนอกยังคงมืดสนิท เริ่นเหอเหลือบมองโทรศัพท์มือถือ เวลาตีสามครึ่ง ภูเขาไป๋อวิ๋นซานไม่เหมือนกับภูเขาไท่ซานหรือหัวซาน ภูเขาสูงบางแห่งต้องเริ่มปีนตั้งแต่สามทุ่มเพื่อที่จะไปถึงยอดเขาให้ทันเวลา แต่ภูเขาไป๋อวิ๋นซานเตี้ยกว่าพอสมควร เริ่มปีนตอนตีสี่ก็จะไปถึงทันตอนหกโมงเช้าพอดี

เขาลุกขึ้นไปตบเตียงข้างๆ ที่เจ้าอ้วนสวี่นั่วนอนอยู่ “เจ้าอ้วน ตื่นได้แล้ว”

“ขออีกแป๊บ...”

“นอนบ้านแกสิ เชื่อมั้ยว่าฉันจะเอาน้ำเย็นสาดหน้าแก?”

“อย่าสาดๆ! ตื่นแล้วๆ ตื่นแล้ว!” สวี่นั่วฟังจากน้ำเสียงของเริ่นเหอแล้ว รู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นคนประเภทที่พูดจริงทำจริง!

“เร็วเข้า แปรงฟันล้างหน้าแล้วออกเดินทาง!”

“โอ้!”

กว่าคนทั้งสองจะเดินออกจากโรงแรมไป๋หยุนก็เป็นเวลาตีสี่แล้ว ทว่าภูเขาไป๋อวิ๋นซานในเวลานี้กลับคึกคักไม่น้อย เพราะทุกคนต่างก็รีบขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น

“ไฟฉายที่ให้เอามา เอามาด้วยรึเปล่า?”

“เอามาแล้ว นี่” สวี่นั่วหยิบไฟฉายสองกระบอกออกจากกระเป๋า เก็บไว้เองอันหนึ่งแล้วส่งให้อีกอันหนึ่งให้เริ่นเหอ

“ถ่านเพิ่งซื้อใหม่ใช่มั้ย? อย่าให้ไปหมดกลางทางล่ะ! การปีนเขาไป๋อวิ๋นซานตอนกลางคืนมีข้อเสียตรงนี้แหละ มันจะมีช่วงหนึ่งที่มองอะไรไม่เห็นเลย”

“เพิ่งซื้อเลย! นี่ฉันถามหน่อยเถอะเริ่นเหอ ทำไมเดี๋ยวนี้แกทำอะไรถึงได้รอบคอบขนาดนี้?” สวี่นั่วบ่น

“รอบคอบไว้บางทีมันก็ช่วยชีวิตแกได้ แกจะไปรู้อะไร! อย่าคิดว่าข่าวไม่ออกแล้วจะไม่มี แต่ละปีมีคนตกหน้าผาตอนกลางดึกไม่น้อยเลยนะ แกยังไม่อยากตายใช่ไหม?” นี่เป็นเรื่องจริง ไม่ว่าจะเป็นภูเขาหัวซานหรือไท่ซาน ทุกปีมักจะมีคนตกหน้าผาเพราะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นอยู่เสมอ เพียงแต่ข่าวไม่ได้รายงานเท่านั้นเอง

“ไป ออกเดินทาง!”

...

เมื่อเทียบกับความพร้อมของเริ่นเหอแล้ว ในบ้านพักโฮมสเตย์ที่ไม่ไกลจากโรงแรมไป๋หยุน ซึ่งเป็นที่พักของเหล่านักเรียนจากโรงเรียนมัธยมภาษาต่างประเทศลั่วเฉิง บรรยากาศกำลังโกลาหลวุ่นวาย

“ใครเห็นเสื้อนอกฉันบ้าง?”

“กัวเสี่ยวถงกับเหอหลินล่ะ? ทำไมยังไม่ลงมา? ไม่ใช่ว่ายังหลับอยู่หรอกนะ?”

“นี่มันกี่โมงแล้วยังจะหลับอยู่อีกเหรอ?! ยังไม่รีบไปเรียกอีก!”

“ทุกคนเอาไฟฉายมากันรึเปล่า ฉันเห็นในเน็ตเขาบอกว่า ตอนปีนเขาไป๋อวิ๋นซานมันจะมีช่วงหนึ่งที่ไม่มีแสงเลยนะ”

“เอามาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าถ่านจะพอรึเปล่า ไฟฉายทิ้งไว้ที่บ้านไม่รู้ตั้งกี่ปีแล้วไม่เคยได้ใช้เลย”

“ฉันลืมเอามา...”

มีคนเริ่มบ่น “บอกล่วงหน้าแล้วไงว่าก่อนออกจากบ้านต้องเช็กของให้ดี ต้องจำไว้ด้วยว่าให้ซื้อถ่านใหม่ เรื่องแค่นี้ก็ลืมได้?”

“โวยวายอะไรกันนักหนา ไฟฉายตั้งเยอะแยะ ขาดของฉันไปอันเดียวไม่เป็นไรหรอกน่า!”

ต้วนเสี่ยวโหลวหยิบไฟฉายสองกระบอกออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้เด็กผู้ชายคนนั้นอันหนึ่ง “ฉันรู้ว่าต้องมีคนลืมแน่ๆ เลยเตรียมสำรองมาอันหนึ่ง แต่มีสำรองแค่อันเดียวนะ เอาล่ะ ทุกคนออกเดินทางกันเถอะ ไม่งั้นจะไม่ทันแล้ว!” เธอหันไป แล้วพลันสังเกตเห็นว่าหยางซีเปลี่ยนไปสวมเสื้อกันลมกับรองเท้าปีนเขาเรียบร้อยแล้ว แม้กระทั่งไฟฉายในมือก็ยังเห็นได้ชัดว่าเป็นของระดับมืออาชีพ

เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายเตรียมตัวมาอย่างดี

มองหยางซีสลับกับเพื่อนคนอื่นๆ รอบตัว ต้วนเสี่ยวโหลวพลันรู้สึกว่าหยางซีกับเพื่อนร่วมชั้นเหล่านี้ราวกับเป็นคนจากสองโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางทีในอนาคต ทุกคนอาจต้องแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเอง นั่นคือชีวิตที่แตกต่างกันออกไป

ต้วนเสี่ยวโหลวไม่ได้พูดอะไร แต่มีเพื่อนคนอื่นเริ่มทักขึ้นมา “หยางซี เธอเตรียมตัวมาดีจังเลยอ่ะ มิน่าล่ะตอนมาวันนี้กระเป๋าเธอถึงได้ใหญ่ขนาดนั้น กระเป๋าที่เธอสะพายมาฉันเคยเห็นที่ร้านขายอุปกรณ์เอาท์ดอร์ เป็นกระเป๋าเป้สำหรับเดินป่าโดยเฉพาะเลย”

หยางซียิ้มและอธิบายเพียงว่า “พอดีที่บ้านชอบกิจกรรมเอาท์ดอร์น่ะ ฉันก็เลยเคยซื้ออุปกรณ์พวกนี้เก็บไว้”

“ไปๆๆ ออกเดินทาง! ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน!”

...

“เริ่นเหอ รอฉันด้วย ฉันปีนไม่ไหวแล้วจริงๆ!” สวี่นั่วตะโกนมาจากข้างหลังเริ่นเหอ มือข้างหนึ่งเท้าสะเอว อีกข้างจับราวเหล็กกันตกไว้ เขาเหนื่อยจนไม่อยากจะขยับตัวแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม เริ่นเหอที่อยู่ข้างหน้ากลับเหมือนสัตว์ประหลาด ปีนมาเกือบสองชั่วโมงแล้วแต่ไม่มีอาการอะไรเลย!

“ก็ใครใช้ให้แกไม่ออกกำลังกายล่ะ เอาไว้วันหลังแกมาวิ่งตอนกลางคืนกับฉันทุกวันเอาไหม?” เริ่นเหอพูดเย้ย

“อย่าเลยน่า ช่วงเวลาดีๆ แบบนี้จะเอาไปเสียกับการวิ่งได้ยังไง?”

เริ่นเหอทำหน้าแหยงๆ “งั้นแกก็อ้วนต่อไปเถอะ ใครก็ช่วยแกไม่ได้แล้ว! เร็วเข้า ใกล้ถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ถ้าไปไม่ทันก็มาเสียเที่ยวเปล่าๆ”

“ระหว่างทางนี่เราไม่เจอเพื่อนร่วมชั้นเลยนะ แกคิดว่าพวกเขาออกเดินทางก่อนเราจนขึ้นไปถึงข้างบนแล้วรึเปล่า?” สวี่นั่วนึกขึ้นได้จึงถาม

เริ่นเหอยิ้ม “ฉันว่ามีความเป็นไปได้มากกว่าที่พวกนั้นจะมัวแต่อืดอาดจนสุดท้ายก็ไปไม่ทันดูพระอาทิตย์ขึ้น!”

จบบทที่ บทที่ 15: ความอลหม่านของเหล่าเพื่อนร่วมชั้น

คัดลอกลิงก์แล้ว