เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เล่ม1 : บทที่ 37 – โจรกรรม

เล่ม1 : บทที่ 37 – โจรกรรม

เล่ม1 : บทที่ 37 – โจรกรรม


กำเนิดดาบปีศาจ(BDS) เล่ม1 : บทที่ 37 – โจรกรรม

ขบวนพ่อค้าเดินทางเข้าไปในป่า โนอาห์ตามขบวนไปโดยกระโดดจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่งและรักษาระยะห่างออกมาเล็กน้อย เขากำลังรอจังหวะที่กลุ่มเงาสีเทาจะปรากฏตัว

เขารู้สึกเบื่อหน่าย ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็มีเพียงแค่การรอให้มีบางสิ่งเกิดขึ้นในระยะการมองเห็นของเขา ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนไปจากวันปกติที่เขามักจะใช้เวลาไปกับการฝึกฝนจนกระทั่งหลับไปเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู

ขณะเดียวกันกับขบวนพ่อค้า ควินท์คือพ่อค้าที่ทำงานให้ตระกูลมาตั้งแต่อายุได้สิบหกปี เขามีความสามารถด้านการค้าขายสั่งสมมาเรื่อยๆ จนเขาเป็นที่ต้องการของตระกูลเมอร์เจอร์ ตระกูลขุนนางขนาดกลางที่อยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลโชสติ

ตอนนี้เขาอยู่ระหว่างการเดินทางกลับไปยังคฤหาสน์เมอร์เจอร์ที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของป่าไม่ไกลจากชายแดนมากนัก

เขาประสบความสำเร็จในการขายสินค้าของตระกูลขุนนาง ณ ตลาดแห่งหนึ่งในเมืองมอสโกรฟและทำให้เขาได้กำไรค่อนข้างมาก เนื่องจากธุรกิจเป็นไปได้ด้วยดี อารมณ์ของเขาจึงดีตามไปด้วย เช่นนั้นเขาจึงใช้เส้นทางลัดระหว่างเดินทางกลับไปยังคฤหาสน์โดยที่ไม่ได้ทันคิดถึงอันตรายต่างๆ ที่อยู่ในป่าเลย เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขามีทหารที่ตระกูลขุนนางส่งมาเพื่อปกป้อง!

‘ฮ่าๆ ถ้าท่านพ่อท่านแม่ได้มาเห็นความสำเร็จตอนนี้ล่ะก็! ข้ายกฐานะของตระกูลขึ้นมาได้ถึงขั้นที่ตระกูลขุนนางต้องส่งคนมาคอยปกป้องระหว่างเดินทาง!’ นี่คือความคิดของเขา

ซึ่งเป็นที่แน่นอน เขารู้ว่าภารกิจของทหารเหล่านี้คือปกป้องสินค้า ไม่ใช่เขา แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะการเดินทางครั้งนี้เกิดผลกำไรแก่ตัวเขาจริงๆ

‘คงได้เงินจำนวนหนึ่งจากการค้าขายครั้งนี้ซึ่งน่าจะพอให้เกษียณตัวเองและสร้างคฤหาสน์เล็กๆ สักหลังได้ ใครจะรู้ล่ะ ลูก หลาน เหลน ของตระกูล ในอนาคตอาจจะได้เป็นขุนนางก็เป็นได้!’

สายตาของเขาเคลื่อนไปหาเด็กผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอเป็นสมาชิกเพียงคนเดียวในตระกูลที่เหลืออยู่ตอนนี้เนื่องจากภรรยาของเขาเสียชีวิตไปแล้ว บุตรสาวคนนี้ได้รับพรสวรรค์จากเขาในฐานะ ตัวแทนจำหน่ายวัยเยาว์

ควินท์มอบความรู้และประสบการณ์ทุกอย่างให้แก่เธอ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสมีคฤหาสน์เป็นของตัวเอง

‘ข้าอยากให้นางได้แต่งงานกับตระกูลขนาดเล็กสักตระกูล แต่ถ้าข้าอดใจรออีกสักหน่อยนางก็คงจะได้เป็นเมียหลวงในตระกูลขุนนางระดับกลาง! เพราะความสัมพันธ์ของนางกับนายน้อยของตระกูลเมอร์เจอร์ก็ไปด้วยกันได้ดีเลยทีเดียว’

ควิทน์ล่องลอยอยู่ในภวังค์ขณะที่ขบวนพ่อค้าเดินทางต่อไปเรื่อยๆ เขาวางแผนเรื่องต่างๆ และจัดเรียงสินค้าระหว่างเดินทาง

หลังจากเขาเดินทางเข้ามาในป่าได้หนึ่งสัปดาห์บางสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น มีลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งออกมาจากหลังต้นไม้ พุ่งเข้าใส่ม้าที่กำลังลากจูงรถอยู่ข้างหน้า ม้าตัวนั้นตายล้มลงกับพื้นทันที ขณะนั้นเองร่างของคนสามคนก็ปรากฏตัวออกมาจากจุดหลบซ่อน

เหล่าทหารเดือดดาลและกระโดดลงมาจากรถม้าพร้อมตะโกนใส่พวกเขา “พวกเจ้ากล้าดียังไงถึงโจมตีรถม้าของตระกูลเมอร์เจอร์! แล้วพวกเจ้าจะเสียใจกับสิ่งที่กระทำลงไป!”

ทั้งสามคนมีเสื้อคลุมสีเทาที่ปกปิดใบหน้าและมีแขนเสื้อใหญ่ที่คลุมมือทั้งสองข้างเอาไว้ หนึ่งในนั้นโพล่งหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำขู่จากทหาร

“ฮ่าๆ พวกเจ้าได้ยินที่เขาพูดหรือไม่เงาสอง เงาสาม? เขาคิดว่าเราจะต้องกลัวเขาจนตัวสั่น!”

อีกคนหนึ่งตอบกลับ “อย่ากังวลไปเลยเงาหนึ่ง เดี๋ยวพวกเขาก็จะเข้าใจเอง”

คล้ายกับว่าคำพูดนั้นเป็นสัญญาณ ชายสวมเสื้อคลุมทั้งสามคนพุ่งเข้าโจมตีใส่เหล่าทหาร พวกเขาขว้างมีดและชักดาบสั้นออกมาจากแขนเสื้อ

ทหารป้องกันการโจมตีเอาไว้ได้และเริ่มล้อมพวกเขาไว้ ทหารมีอยู่กันห้านายต่อโจรสามคน ข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดเจนตอนนี้ก็คือจำนวน

ในตอนนั้นเอง ลูกธนูอีกดอกก็พุ่งออกมาจากหลังต้นไม้และโดนเข้าที่ขาของทหารนายหนึ่งและชายสวมเสื้อคลุมอีกสองคนก็เผยตัวออกมาจากการหลบซ่อน

ตอนนี้เกิดความได้เปรียบแก่เหล่าโจรเนื่องด้วยทหารที่บาดเจ็บไปหนึ่งนาย แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้มุ่งหวังในการสังหารศัตรูเลย

ควินท์ซ่อนตัวอยู่กับบุตรสาวภายในรถม้าตั้งแต่เกิดการโจมตีขึ้น เขารู้ว่าสินค้าคือจุดประสงค์หลักของภารกิจของทหารเหล่านี้ ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะซ่อนตัวกับสินค้าเหล่านี้อย่างชาญฉลาด เขาค่อนข้างรู้สึกผ่อนคลายกับการโจมตีครั้งนี้เนื่องจากเขามั่นใจในอำนาจของตระกูลขันนางขนาดกลาง

“เจ้าไม่ต้องกลัวไป พวกโจรกระจอกไม่กล้าฆ่าผู้ที่สวมตราสัญลักษณ์ของตระกูลขุนนางหรอก แม้พวกนั้นจะมีอยู่ชีวิตอยู่กับอาชญากรรมต่างๆ แต่พวกมันก็ยังกลัวอำนาจของขุนนางอยู่ดี”

เขากำลังปลอบบุตรสาว จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งพูดแทรกขึ้นมา

“เขาพูดถูกแล้วสาวน้อย เรากลัวพวกผู้ฝึกตนผู้ทรงพลังที่ปกป้องพวกเขาจนตัวสั่นเลยล่ะ แต่เอาเถอะ มันไม่ได้หมายความว่าเราจะวิ่งหนีเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์นั่นหรอกนะ”

ควินท์จ้องมองร่างของชายสวมเสื้อคลุมตรงท้ายรถม้าขณะกำลังมองมาที่สินค้า เขาผายมือออกมาและสินค้าทั้งหมดก็ถูกดูดเข้าไปในแขนเสื้อของพวกเขา

“ขอบน้ำใจ!”

โจรโค้งคำนับให้เล็กน้อยจากนั้นก็รีบออกจากรถ หลังจากนั้นเขาก็หายเข้าไปในป่า

ควินท์อ่อนแรงทันทีเมื่อได้เห็นเช่นนั้น “ชีวิตข้าจบสิ้นแล้ว!”

เมื่อย้อนกลับไปก่อนหน้าเหตุการณ์นี้เล็กน้อย โนอาห์ยังคงตามติดขบวนพ่อค้ากลุ่มนี้อยู่ ผ่านมาร่วมเจ็ดวันแล้ว แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ของกลุ่มเงาสีเทาเลย

‘น่าเบื่อสุดๆ! อย่าบอกนะว่าฉันตัดสินใจพลาดน่ะ ไม่ใช่ว่าพวกมันตามขบวนเล็กไปแล้วหรอกหรือ’

โนอาห์ซ่อนตัวอยู่เหนือยอดไม้เป็นขณะเดียวกันกับที่ข้อสงสัยต่างๆ เริ่มก่อตัวและสะสมภายในจิตใจของเขา เขาฝึกทะเลแห่งสติเพื่อฆ่าเวลาในบางครั้ง และจู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งกำลังเข้าใกล้ตำแหน่งของขบวน เขาตั้งสมาธิทันทีและจดจ้องไปยังภาคพื้นดิน เขาพบชายสวมเสื้อคลุมคนหนึ่งใช้ธนูฆ่าม้าที่ลากรถจากนั้นชายอีกสามคนก็ปรากฏตัวเพื่อต่อสู้กับทหาร เหล่าทหารเริ่มจนมุมและมีชายสวมเสื้อคลุมอีกสองคนปรากฏตัวออกมา แต่เขายังรออยู่ เขาต้องรู้ว่าคนพวกนี้จะขโมยอย่างไรและจะเอาของที่ขโมยไปไว้ที่ใด

แต่ด้วยชะตากรรมที่ขบวนพ่อค้ากำลังเผชิญอยู่นั้น เขากลับไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

ชายคนหนึ่งรุดรีบตรงไปยังหลังรถและกลับออกมาหลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาที ต่อมา พ่อค้าก็ออกมาจากรถล้มลงครวญครางอยู่บนพื้นและชี้ไปยังทิศทางที่ชายคนนั้นจากไป

สีผิวของพ่อค้าซีดเซียวดูไร้ซึ่งชีวิตชีวา

สภาพของควินท์ทำให้โนอาห์เข้าใจสถานการณ์

‘ของถูกขโมยไปแล้ว!’

เมื่อความเข้าใจกระจ่างชัดในความคิด เขาก็ไม่รอช้า กระโดดตรงไปตามต้นไม้เพื่อไล่ตามผู้ที่เพิ่งวิ่งหายเข้าไปในป่า หากมีใครบางคนกำลังมองลงมาที่ป่าจากมุมสูง เขาก็จะเห็นจุดสีดำเล็กๆ จุดหนึ่งกำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วอยู่เหนือยอดไม้

จบบทที่ เล่ม1 : บทที่ 37 – โจรกรรม

คัดลอกลิงก์แล้ว