- หน้าแรก
- แดนเซียนปั่นป่วนเพราะอ่านใจข้างั้นหรือ
- บทที่ 16 เจ้าลองพูดซิว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่หาได้ยากในรอบสามร้อยปี
บทที่ 16 เจ้าลองพูดซิว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่หาได้ยากในรอบสามร้อยปี
บทที่ 16 เจ้าลองพูดซิว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่หาได้ยากในรอบสามร้อยปี
บทที่ 16 เจ้าลองพูดซิว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่หาได้ยากในรอบสามร้อยปี
วันนี้ผู้อาวุโสเฉินมารับหน้าที่บรรยายคัมภีร์ให้แก่เหล่าศิษย์สายนอก
เขาดูอายุประมาณห้าสิบกว่าปี แต่อายุจริงน่าจะมากกว่านั้นหลายเท่า เขามักจะสวมชุดนักพรตสีดำทะมึน ใบหน้าเคร่งขรึมจนผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้
ผู้อาวุโสเฉินใช้มือข้างหนึ่งลูบเครา อีกข้างถือคัมภีร์วิถีจิตพื้นฐานของสำนักเจิ้งอี อธิบายเคล็ดวิชาอันลึกซึ้งเข้าใจยากเหล่านี้ให้แก่ศิษย์ใหม่ฟัง
เนื่องจากเขารับผิดชอบงานด้านการศึกษาเป็นหลัก การสอนศิษย์แทบจะกลายเป็นสัญชาตญาณของเขาไปแล้ว
พูดอีกอย่างก็คือ เขาแทบจะสลักความเข้มงวดไว้ในทุกรอยย่นบนใบหน้า
อย่าว่าแต่ศิษย์สายนอกเลย แม้แต่ศิษย์สายตรงในสำนักสายในเมื่อได้เจอเขา ก็ยังกลัวจนตัวสั่นงันงกเหมือนหนูเจอแมว หรือนักศึกษาที่เจออาจารย์เช็คชื่อในคลาสเช้า
"พวกเรารู้กันดีว่า 'ธรรมะย่อมชนะอธรรม หนึ่งเดียวครอบคลุมสรรพสิ่ง' แต่ในเวลานี้ทุกคนอาจจะสงสัยว่า 'ธรรมะย่อมชนะอธรรม หนึ่งเดียวครอบคลุมสรรพสิ่ง' แท้จริงแล้วหมายความว่าอย่างไร ต่อไปพวกเราพลิกไปที่หน้า 233 ของคัมภีร์วิถีจิตพื้นฐาน..."
ผู้อาวุโสเฉินยืนอยู่บนแท่น น้ำเสียงราบเรียบไม่ช้าไม่เร็ว ท่องบทสวดและเคล็ดวิชาที่เข้าใจยาก อธิบายความหมายที่ลึกซึ้งไม่แพ้กัน
ศิษย์ด้านล่างต่างก้มหน้าก้มตาอย่างว่านอนสอนง่าย บ้างก็ก้มหน้าอ่านตำรา บ้างก็จดบันทึกทุกถ้อยคำที่เขาพูดอย่างขะมักเขม้น และยังมีบางคนที่ดูเหมือนจะมีพรสวรรค์ เพียงไม่นานก็เข้าสู่สมาธิรู้แจ้งแล้ว…
ผู้อาวุโสเฉินพยักหน้าอย่างพอใจ เตรียมจะลงไปเดินดูด้านล่างสักสองสามก้าว ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาดังมาจากด้านล่าง
"ครอก..."
"ฟรี้..."
ต้นตอของเสียง มาจากศิษย์หญิงที่กำลังเข้าฌานคนนั้น
นี่มันเสียงประหลาดอะไรกัน?
หรือจะเป็นเสียงหวีดหวิวของเส้นลมปราณและกระดูกก่อนที่จะทะลวงขั้น?
เยี่ยมยอด หรือว่าเขาจะได้เจอกับศิษย์อัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบสามร้อยปีเข้าให้แล้ว?!
ผู้อาวุโสเฉินดีใจที่ได้พบของดี เขาเดินลงจากแท่นสูง มุ่งหน้าไปยังทิศทางของศิษย์ผู้นั้น
วินาทีถัดมา——
"ชุยซู! ตื่นเร็ว อย่าหลับสิ!"
"ผู้อาวุโสเฉินเดินมาแล้ว——"
เสียงที่จงใจกดให้ต่ำ ไม่อาจเล็ดลอดหูของผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกกำเนิดไปได้ และท่าทางแอบสะกิดนั้น ย่อมอยู่ในสายตาของเขาเช่นกัน
ผู้อาวุโสเฉิน: ? ห๊ะ???
เขาสอนศิษย์สายนอกอยู่ที่นี่มาสามร้อยปี ไม่เคยเจอใครกล้าหลับในคาบเรียนของเขาจริงๆ สักคน!
ช่างเป็นเหตุการณ์ที่หาได้ยากในรอบสามร้อยปีจริงๆ แต่อารมณ์ของเขาในตอนนี้...
ช่างบังอาจนัก!
เอ๊ะ ชุยซู?
ชื่อนี้คุ้นหูชอบกล เหมือนจะเป็นศิษย์อัจฉริยะอะไรสักอย่างที่ผู้อาวุโสฉู่ฝากฝังให้เขาดูแลเมื่อวาน เพียงแต่ความสนใจของเขาไปอยู่ที่การดูเรื่องสนุกที่หอวินัย... เลยไม่ได้ฟังละเอียด
แต่ไม่ว่านางจะเป็นใคร ก็อย่าคิดว่าเป็นเด็กเส้นแล้วจะทำตัวตามอำเภอใจได้ เขาเฉินหมิงซานเชี่ยวชาญการปราบเด็กดื้อ แม้แต่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเจ้าสำนักยังไม่กล้าก่อเรื่องในคาบเรียนของเขา...
เขามองชุยซูที่เงยหน้าขึ้นมาจากความง่วงงุน พยักหน้าขอบคุณศิษย์ที่นั่งข้างๆ อย่างเงียบๆ เขาจึงเผยรอยยิ้มอัน "เมตตาและเป็นกันเอง" ออกมาทันที
ไอ้พวกศิษย์ตัวแสบ กล้าแหยมกับข้าถือว่าพวกเจ้าเจอดีแน่...
[ว้าย! เกิดอะไรขึ้น? อาจารย์มาเหรอ? เช็คชื่อเหรอ? หรือสุ่มเรียกตอบคำถาม?]
[จะว่าไป คนในสำนักเรานี่ใจดีกันเยอะนะ ยังช่วยเตือนข้าว่าอาจารย์มาแล้ว ช่างสามัคคีกันดีจริงๆ!]
เสียงใสเจื้อยแจ้วดังขึ้น ดูเหมือนยังเจือความง่วงงุนจากการเพิ่งตื่นนอน
เสียงอะไร?
ทำไมเขาถึงเหมือนได้ยินใครกำลังพูดอยู่? แถมยังวิจารณ์ห้องเรียนของเขาอีก
ไอ้พวกลูกศิษย์ตัวแสบพวกนี้ไปเอาความกล้ามาจากไหน?
ผู้อาวุโสเฉินชะงักการบรรยาย กวาดสติสัมปชัญญะไปทั่วเหล่าศิษย์ที่ก้มหน้าก้มตา——ไม่สิ ไม่ได้ก้มหน้ากันทุกคน บางคนเหมือนจะได้ยินเสียงนี้เช่นกัน เริ่มกระสับกระส่ายกันเงียบๆ แล้ว
แต่ชัดเจนว่าศิษย์เหล่านี้สายตาลอกแลก แต่ยกเว้นศิษย์ที่เอ่ยปากเตือนเมื่อครู่ ก็ไม่มีใครอ้าปากพูดเลยนะ?
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
ไม่ใช่แค่ผู้อาวุโสเฉินที่งงงวย ศิษย์ที่นั่งอยู่ด้านล่างก็ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตกเช่นกัน
พวกเขาต่างสบตากัน มองหาต้นตอของเสียง
[ง่วงจะตายอยู่แล้ว ง่วงจะตายอยู่แล้ว ข้าไม่ควรอยู่ที่นี่ ตัวข้านั่งอยู่ที่นี่ แต่วิญญาณลอยกลับไปที่เตียงแล้ว!]
เสียงนี้ชัดเจนว่าเป็นคนเดียวกับเมื่อครู่ แต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตัดพ้อ ราวกับทุกคำพูดคือน้ำตาเลือด
เหล่าศิษย์: ช่างบังอาจนัก!
...แต่จะว่าไป ก็พูดถูกนะ
แม้ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่จะงดอาหารและถือการนั่งสมาธิปรับลมปราณตลอดทั้งคืนเป็นการพักผ่อน
แต่ศิษย์สายนอกที่นี่ ส่วนใหญ่อายุยังน้อย พลังฝึกปรือยังต่ำต้อย ยังละกิเลสของปุถุชนไม่ได้ ย่อมต้องการอาหารและการนอนหลับ ชั่วขณะหนึ่งจึงแอบพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนี้ในใจ
บางคนที่ใจกล้าหน่อย ถึงกับแอบชำเลืองมองภายใต้แรงกดดันของผู้อาวุโสเฉิน...
ต้นเสียงมาจากชุยซูในชุดนักพรตสีเขียว หน้าตาสะอาดสะอ้าน แม้ไร้เครื่องประทินโฉม แต่ระหว่างคิ้วตากลับแฝงความงามตามธรรมชาติที่ดูหลุดพ้นจากโลกีย์
เหล่าศิษย์กำลังแอบชื่นชมบุคลิกของนางในใจ
กลับเห็นนางเอามือปิดปาก——
ฮาววว!
[พรุ่งนี้จะโดดเรียนยังไงดีนะ?]
ผู้อาวุโสเฉินมองชุยซูที่แอบขยี้ตาและหาว จมูกแทบเบี้ยวด้วยความโกรธ
ดีล่ะ! ที่แท้ก็เป็นเจ้า! ยังคิดจะโดดเรียนอีก?!
เขากำลังจะระเบิดอารมณ์ ทันใดนั้นก็นึกถึงคำกำชับของผู้อาวุโสฉู่เมื่อคืนวาน
"เด็กคนนี้ชุยซูมีพรสวรรค์พิเศษ... อืม พรสวรรค์ของนางคืออะไร ถ้าเจ้าได้เจอนางก็จะรู้เอง"
"ความสามารถของนางเกี่ยวพันกว้างขวาง เป็นเรื่องสำคัญ แต่ตัวนางเองดูเหมือนจะยังไม่รู้เรื่อง... เรื่องของเซวียเจียงถ้าเด็กคนนี้ไม่บังเอิญไปเจอเข้า ข้าก็คงได้รับผลกระทบหนักเหมือนกัน ผู้อาวุโสเฉินถ้าเจอนาง ก็ช่วยดูแลหน่อยเถอะ"
เป็นอย่างนี้นี่เอง มิน่าล่ะผู้อาวุโสฉู่ถึงบอกว่า เจอนางก็จะรู้เอง
ผู้อาวุโสเฉินรู้สึกไม่เข้าใจเล็กน้อย
แม้พรสวรรค์แบบนี้จะหาได้ยาก แต่จะมีประโยชน์อะไรกับเส้นทางการบำเพ็ญเพียร?
เขามองดูท่าทางขี้เกียจแอบหาวของชุยซู ในใจอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า ศิษย์พวกนี้แต่ละคน ไม่ได้เป็นภัยคุกคามในเส้นทางการฝึกตนของเขาเลย มีแต่จะทำให้ชื่อเสียงในวงการการศึกษาของเขาป่นปี้
แต่ในเมื่อเป็นนักเรียนที่ผู้อาวุโสฉู่ให้ความสำคัญ คิดว่าคงคาดหวังในพรสวรรค์ของนางบ้างกระมัง
เอาเถอะ หลังจากบรรยายเสร็จวันนี้ หาเวลาเรียกนางมาคุยหน่อย อย่างน้อยก็อย่าให้หลับในคลาสเช้าเลย
[ช่างเถอะ ไหนๆ ก็ตื่นแล้ว อย่าหลับต่อเลย ผู้อาวุโสเฉินอุตส่าห์ตื่นแต่เช้ามาสอนหนังสือ ลำบากแย่ ข้าก็ควรให้เกียรติอาจารย์บ้าง]
ผู้อาวุโสเฉิน: !
ยังรู้จักเห็นอกเห็นใจคนเป็นอาจารย์อย่างเขา ช่างเป็นเด็กที่สอนได้จริงๆ!
ผู้อาวุโสเฉินปกติเข้มงวดจนชิน ไหนเลยจะมีนักเรียนกล้ามาตีสนิท?
คำพูดของชุยซูประโยคนี้ โดนใจเขาเข้าอย่างจัง ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งใจ
เขาจะต้องฟูมฟักต้นกล้าที่ดีต้นนี้อย่างดี วันหน้าอาจจะได้เป็น...
[ยังไงข้าก็ฟังไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว งั้นหาเผือกกินแก้ขัดตาสว่างหน่อยดีกว่า]
"..."
เสียงบรรยายธรรมของผู้อาวุโสเฉินชะงักกึก
เขาถอนความซาบซึ้งเมื่อครู่กลับคืนด้วยสีหน้าไร้อารมณ์