- หน้าแรก
- ย้อนรอยอดีต จารึกตำนานเซียน
- บทที่ 110 - ชีพจรวิญญาณธาตุดินนามว่าซีร่าง
บทที่ 110 - ชีพจรวิญญาณธาตุดินนามว่าซีร่าง
บทที่ 110 - ชีพจรวิญญาณธาตุดินนามว่าซีร่าง
บทที่ 110 - ชีพจรวิญญาณธาตุดินนามว่าซีร่าง
★★★★★
เฉินเฉียนลิวเอ่ยถามขึ้นลอยๆ ว่า "ศิษย์พี่หญิงต้องการสมุนไพรตัวไหนหรือครับ"
อวี๋ชิงหงตอบว่า "ตอนท่านเจ้าสำนักย้ายไป ท่านเก็บเกี่ยวสมุนไพรไปหมดเกลี้ยง แต่ท่านเอานามาด้วยไม่ได้"
"อาจารย์เลยสั่งให้พวกเราขุดดินในนาลึกลงไปสามฟุต แล้วขนดินวิเศษเหล่านั้นเข้ามาด้วย"
"ช่วงนี้อาจารย์เพิ่งจะเอาดินวิเศษพวกนั้นมาปูทำนาสมุนไพรบนเกาะจินเอ๋าได้เจ็ดแปดแปลง แล้วก็หว่านเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ที่เตรียมมาลงไป"
"แต่กว่าเมล็ดพวกนั้นจะโตต้องใช้เวลานานมาก นาสมุนไพรตอนนี้เลยดูรกร้างว่างเปล่า ข้าเลยกะว่าจะลองหาดูแถวๆ นี้เผื่อมีสมุนไพรที่โตเต็มที่แล้ว จะได้ขุดย้ายไปปลูกที่เกาะจินเอ๋าเลย"
"อ้อ จริงสิ วันนี้ที่ข้ามาเกาะหลิงจิ้วยังมีอีกเรื่องหนึ่ง คือจะให้เจ้าคัดตัวคนที่มีความรู้เรื่องการปลูกสมุนไพรออกมา ให้พวกเขากลับไปทำหน้าที่เดิม"
เฉินเฉียนลิวรีบรับคำ "เดี๋ยวกลับไปผมจะรีบจัดการให้ครับ"
เขามองลงมาจากราชรถเมฆาเขียวทอหมอก เห็นเกลียวคลื่นสีครามทอดยาวสุดลูกหูลูกตา นานๆ ทีจะเห็นเกาะแก่งแต้มแต่งอยู่กลางทะเล ทิวทัศน์งดงามจับใจจนรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย เขาอดไม่ได้ที่จะเปรยออกมาว่า "ศิษย์พี่หญิงบรรลุขั้นกลั่นปราณแปลงรูปลักษณ์แล้ว แต่ผมยังติดแหง็กอยู่ที่ขั้นสาม ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงขั้นสี่ 'หัวใจพิสุทธิ์' เสียที"
"อยากจะเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างอิสระเสรีเหมือนศิษย์พี่หญิงบ้างจัง"
อวี๋ชิงหงหัวเราะคิกคักพลางกล่าวว่า "เจ้าก็เก่งมากแล้วนะ"
เฉินเฉียนลิวถอนหายใจ ในใจครุ่นคิด "ในตัวผมยังมีไอวิญญาณตกค้างอยู่อีกตั้งสิบแปดเส้น ช่วงนี้มีบางเส้นใกล้จะกลั่นตัวแล้วด้วย ไม่รู้ว่าตานในของปลาปีศาจที่เพิ่งได้มาเมื่อกี้ จะกลั่นออกมาได้กี่เส้น แล้วสุดท้ายจะกลายเป็นชีพจรวิญญาณกี่เส้น ธาตุอะไรบ้างนะ"
"เสียดายที่ผมไม่กล้าออกห่างจากเกาะหลิงจิ้ว ไม่อย่างนั้นในทะเลช่าลั่นนี้มีสัตว์อสูรน้ำเต็มไปหมด ถ้าออกไปไล่าล่าพวกมันได้ คงสกัดชีพจรวิญญาณธาตุน้ำ 'เหรินกุ้ย' ออกมาได้เพียบแน่"
"เสียดายที่ต้องมีศิษย์พี่หญิงอยู่ด้วยเท่านั้น ให้นางรับหน้าที่ไล่ฆ่า ส่วนผมรับหน้าที่หัวเราะร่าเก็บของ ถ้าให้ผมลุยเดี่ยวมีหวังได้กลายเป็นอาหารปลา"
มีอวี๋ชิงหงคอยบังคับราชรถ เฉินเฉียนลิวจึงถือโอกาสชมวิวทิวทัศน์ แล้วรีบฉวยเวลาว่างมาฝึกวิชาต่อ
อาจจะเป็นเพราะอารมณ์ดีขึ้น พอใกล้จะถึงเกาะหมิงเสีย เขาก็สามารถกลั่นไอวิญญาณได้อีกหนึ่งเส้น จนกำเนิดเป็นชีพจรวิญญาณธาตุดินที่มีชื่อว่า "ซีร่าง"
เฉินเฉียนลิวรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เขามีวิชาธาตุไม้อย่างเคล็ดวิชาจักรพรรดิเขียว มีวิชาธาตุทองจากหออวี้ชิงฮว่าอวี่ และมีวิชาธาตุน้ำอย่างคัมภีร์กระบี่ธาราสวรรค์ที่สืบทอดมาจากจักรพรรดิขาว
แต่เขาดันไม่มีวิชาธาตุดินและธาตุไฟเลยสักบท ชีพจรวิญญาณธาตุดินเส้นนี้ แม้จะเป็นของหายากยิ่ง เพราะ "ซีร่าง" คือดินวิเศษที่เป็นต้นกำเนิดแห่งผืนปฐพี และชีพจรซีร่างก็ถือเป็นสุดยอดแห่งชีพจรธาตุดิน "อู้จี่" แต่ได้มาแล้วเขาจะเอาไปใช้ทำอะไรได้เล่า
เฉินเฉียนลิวเก็บวิชาเปลี่ยนชีพจรมารฟ้า แล้วเดินตามอวี๋ชิงหงลงจากราชรถเมฆาด้วยท่าทางเซ็งๆ
บนเกาะหมิงเสียไม่มีค่ายกลเชื่อมฟ้า จึงไม่สามารถวาร์ปมาได้ เกาะนี้อยู่ใกล้เกาะหลิงจิ้วมาก แต่ห่างจากเกาะจินเอ๋าพอสมควร นี่จึงเป็นเหตุผลที่อวี๋ชิงหงต้องวาร์ปมาที่เกาะหลิงจิ้วก่อนแล้วค่อยบินต่อมาที่นี่
ตอนอยู่บนฟ้าเฉินเฉียนลิวมองสำรวจคร่าวๆ แล้ว เกาะหมิงเสียนี้ไม่ใหญ่โตนัก ขนาดประมาณเจ็ดแปดสนามฟุตบอล ลักษณะเป็นเกาะกึ่งภูเขา นอกจากที่ราบชายฝั่งรอบนอกแล้ว ตรงกลางล้วนเป็นภูเขาทั้งสิ้น
บนเขาต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่มหนาทึบ มองจากบนฟ้าจะถูกยอดไม้บดบังพื้นดินจนหมด หากจะหาสมุนไพรก็ต้องเดินเท้าเข้าไปหาเท่านั้น
เฉินเฉียนลิวร่ายคาถาป้องกันตัวใส่ตัวเองก่อน แม้พลังเขาจะน้อยนิด กันการโจมตีของผู้บำเพ็ญเพียรไม่ได้ แต่กันพวกงูเงี้ยวเขี้ยวขอได้สบาย สัตว์เลื้อยคลานพวกนี้จะเจาะเกราะเวทมนตร์เข้ามาได้อย่างไร
อวี๋ชิงหงมีประสบการณ์มากกว่าเฉินเฉียนลิว เพราะนางมักจะออกมาเก็บสมุนไพรบ่อยๆ นางร่ายคาถาแล้วปล่อยของวิเศษชิ้นหนึ่งออกมา เป็นระฆังใบจิ๋วสีเขียวลอยอยู่เหนือศีรษะ พอกระดิ่งสั่นเบาๆ ก็มีม่านแสงสีเขียวครอบคลุมร่างปกป้องนางไว้อย่างแน่นหนา
ทั้งสองเดินเคียงคู่กัน ค้นหาบนเกาะหมิงเสียอยู่ครึ่งค่อนวัน พบสมุนไพรธรรมดาแค่สิบกว่าต้น ไม่เจอหญ้าวิญญาณเลยสักต้น
เฉินเฉียนลิวเริ่มท้อใจ จึงเอ่ยว่า "ศิษย์พี่หญิง เราพักกันก่อนดีไหมครับ"
อวี๋ชิงหงตอบตกลง นางจัดการถางพื้นที่โล่ง แล้วใช้ยันต์สะกดพื้นที่ไว้ ก่อนจะนั่งลงกับพื้นพร้อมเฉินเฉียนลิว
เฉินเฉียนลิวโคจรเคล็ดวิชาจักรพรรดิเขียวเพื่อฟื้นฟูพลัง พอรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาและกำลังจะเปลี่ยนไปฝึกวิชาเปลี่ยนชีพจรมารฟ้า อวี๋ชิงหงก็เตือนขึ้นมาทันทีว่า "เหมือนจะมีสัตว์ป่าเข้ามาใกล้ ศิษย์น้องระวังตัวด้วย"
เฉินเฉียนลิวรีบหยุดฝึก หยิบธนูยันต์เมฆาเขียวออกมา ธนูชุดนี้มีสามสิบหกดอก ถูกทูตอาภรณ์แดงทำลายไปดอกหนึ่ง ทุกครั้งที่หยิบมาใช้เขาก็จะรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ
อวี๋ชิงหงตบถุงใบเล็กที่เอว จิ้งจอกดำตัวน้อยกระโดดออกมา นางชี้มือไปข้างหน้าแล้วสั่งว่า "ไปดูซิว่าตัวอะไร"
จิ้งจอกดำสลัดขนเบาๆ ไอสีดำจางๆ ก็แผ่ออกมาจากตัว สี่เท้าตะกุยพื้นหายวับไปในพริบตา
เฉินเฉียนลิวเห็นฉากนี้ถึงกับร้องอุทาน "เจ้าจิ้งจอกดำตัวนี้ หรือว่ามันบรรลุระดับกลั่นลมปราณชั้นห้า 'รวมปราณผสานซา' แล้วรึ"
เขาไม่มีโอกาสถามด้วยซ้ำว่าทำไมอวี๋ชิงหงถึงพกไอ้ตัวเล็กนี่ออกมาด้วย แถมยังทำท่าเหมือนสัตว์เลี้ยงแสนรัก
เพราะระดับพลังที่เจ้าจิ้งจอกดำแสดงออกมาเมื่อครู่นั้น มันน่าตกใจเกินไปแล้ว
เขามาฝากตัวเป็นศิษย์สำนักใบไม้เขียวตั้งนาน พลังแทบไม่กระดิก แต่เจ้าสัตว์หน้าขนตัวนี้ได้คัมภีร์วิชานอกรีตที่ฝึกได้ถึงแค่ชั้นหกไปเล่มเดียว ฝึกมาแค่ปีกว่าๆ ดันไปถึงชั้นห้าแล้ว พรสวรรค์ระดับนี้มันน่าสยดสยองเกินไปไหม
อวี๋ชิงหงยิ้มตอบ "มันถึงชั้นห้ารวมปราณผสานซาแล้วจริงๆ แต่ยังไม่เชี่ยวชาญพอ ถือว่าเป็นแค่ครึ่งก้าวสู่ชั้นห้าเท่านั้น"
"เจ้าตัวเล็กนี่ดวงดี คัมภีร์ของสำนักราชาภูตที่อาจารย์คัดลอกมา ดันมีวิชาต่อยอดของสายที่มันฝึกพอดี ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่สิบปี มันอาจจะกลายเป็นปีศาจระดับแก่นทองคำก็ได้นะ"
เฉินเฉียนลิวรู้สึกกดดันขึ้นมาทันที เขาจะยอมให้น้อยหน้ากว่าสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งได้อย่างไร
จิ้งจอกดำหายไปไม่นาน ก็คาบหมีควายตัวมหึมากลับมา ตัวมันเล็กนิดเดียว แต่หมีตัวนั้นใหญ่โตมโหฬาร ถูกลากถูลู่ถูกังจนพื้นหญ้าเป็นร่องยาว
เฉินเฉียนลิวรีบชักมีดวั่งฉานออกมา แทงเข้าไปที่หัวใจหมีควายหนึ่งทีเพื่อความชัวร์ กันมันแกล้งตายแล้วลุกมาตะปบเขาทีหลัง จากนั้นจึงค่อยๆ ลงมือชำแหละเอาตานในออกมา ส่วนซากที่เหลือ เขาตัดเอาแค่อุ้งตีนหมีสี่ข้างเตรียมกลับไปทำเมนูเด็ด ซากที่เหลือทิ้งไว้ที่นี่
เพราะเนื้อสัตว์อสูรพวกนี้รสชาติแย่มาก เขาขี้เกียจขนกลับไปแจกพวกทาสรับใช้ที่เกาะหลิงจิ้ว
อวี๋ชิงหงกวักมือเรียก จิ้งจอกดำก็กระโดดขึ้นมาบนฝ่ามือ นางยิ้มร่าอย่างภูมิใจแล้วถามว่า "ศิษย์น้องเล็ก ข้าฝึกสัตว์เลี้ยงมาดีไหม"
จิ้งจอกดำไม่กล้าวางมาดต่อหน้าเฉินเฉียนลิว รีบทำท่าคารวะบนฝ่ามืออวี๋ชิงหง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวล "ท่านเซียนน้อยหนาน สบายดีหรือขอรับ"
เฉินเฉียนลิวหัวเราะ "ข้าก็สบายดีอยู่หรอก แต่เจ้าฝึกวิชาได้เร็วเหลือเกิน เมื่อกี้เจ้าจัดการเจ้าหมีควายนั่นได้อย่างไร"
จิ้งจอกดำตอบอย่างนอบน้อม "เป็นเพราะกรรไกรดำที่ท่านเซียนน้อยมอบให้ ข้าน้อยถึงสังหารมันได้ในพริบตาขอรับ"
จิ้งจอกดำไม่ลืมบุญคุณ มันใช้ขาหน้าชี้ไปที่ซากหมี เฉินเฉียนลิวถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าที่หลังคอของหมีควายมีรอยแผลลึกเหมือนถูกกรรไกรตัด ฉับเดียวขาดใจตาย ราวกับรีไวล์จัดการไททัน
[จบแล้ว]