- หน้าแรก
- แค่หายใจข้าก็เทพเเล้ว
- บทที่ 165: ความเร็วสองเท่าของเสียง
บทที่ 165: ความเร็วสองเท่าของเสียง
บทที่ 165: ความเร็วสองเท่าของเสียง
“ระบบ เติมเงินสองแสน!”
ทันทีที่ยอดคงเหลือบนหน้าต่างสถานะปรากฏหินวิญญาณระดับล่างสองแสนก้อน เย่เสี่ยวฟานก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะเริ่มย่อส่วนเคล็ดวิชาลับปีกวายุอัสนี
ปีกวายุอัสนีมีทั้งหมดเก้าขั้น นับเป็นเคล็ดวิชาลับระดับสุดยอดขั้นเซียนแท้จริงที่ผนวกรวมทั้งวิชาหลบหนีและการโจมตีเข้าไว้ด้วยกัน
หากฝึกฝนจนถึงขั้นที่เก้าซึ่งเป็นขั้นสมบูรณ์
เพียงกระพือปีกครั้งเดียวก็สามารถสร้างลมพายุและสายฟ้าฟาดทำลายดาวเคราะห์เล็กๆ ได้ดวงหนึ่ง ทั้งยังสามารถเคลื่อนที่ได้ในพริบตาเป็นหมื่นลี้
สิ่งที่เย่เสี่ยวฟานกำลังฝึกฝนอยู่ตอนนี้เป็นเพียงปีกวายุอัสนีขั้นที่หนึ่งเท่านั้น ซึ่งในตอนนี้มีเพียงความสามารถด้านการหลบหนีเท่านั้น
【กำลังย่อส่วนปีกวายุอัสนีขั้นที่หนึ่ง...ย่อส่วน...วิชาระเริงลม...ย่อส่วนสำเร็จ...เป่าลม!】
【เคล็ดวิชา: ปีกวายุอัสนีขั้นที่หนึ่ง (ขั้นเริ่มต้น 0/800000)】
เมื่อย่อส่วนปีกวายุอัสนีสำเร็จ เย่เสี่ยวฟานก็เริ่มหลอมอุปกรณ์วิเศษระดับสุดยอดตามวิธีการที่ระบุไว้
ปีกวายุอัสนีขนาดเท่าฝ่ามือลอยอยู่เหนือมือซ้ายของเขา ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยพลังเวท
ขณะที่พลังเวทและจิตเทวะหลั่งไหลออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อสลักอักขระพิเศษลงไป อุปกรณ์วิเศษระดับสุดยอดชิ้นนี้ก็ค่อยๆ หลอมละลาย
ในที่สุดมันก็กลายเป็นของเหลวสีดำสนิทสายหนึ่ง ก่อนจะหลอมรวมเข้ากับฝ่ามือของเย่เสี่ยวฟาน
วินาทีต่อมา
เย่เสี่ยวฟานลืมตาขึ้น พลันปรากฏปีกโลหะคู่หนึ่งกางออกจากแผ่นหลังของเขาอย่างฉับพลัน
ปีกคู่นั้นยาวถึงเก้าจั้ง บนขนนกโลหะแต่ละเส้นมีสายลมหมุนวนและอสรพิษสายฟ้าขนาดเล็กวิ่งพล่านอยู่
“ฮ่าๆๆ เท่เกินไปแล้ว!”
เย่เสี่ยวฟานลูบไล้ปีกวายุอัสนีราวกับกำลังลูบไล้แก้มของหญิงงาม เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบ ทุกครั้งที่ปลายนิ้วเคลื่อนผ่านก็บังเกิดสายฟ้าแลบแปลบปลาบและกระแสลมหมุนวน
‘ต้องหาที่ทดลองดูสักหน่อย’
เย่เสี่ยวฟานคิดในใจ พลันปีกวายุอัสนีก็ส่องประกายเจิดจ้าแล้วหดกลับกลายเป็นรอยประทับรูปปีกสีดำสนิทบนแผ่นหลังของเขา
จากนั้น
เจดีย์เล็กๆ สามชั้นสีเขียวองค์หนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของเย่เสี่ยวฟาน
มันคือเจดีย์สะกดวิญญาณ อุปกรณ์วิเศษระดับสุดยอดที่ซูซิ่วหลานสร้างขึ้นโดยเลียนแบบเจดีย์สะกดวิญญาณระดับจักรพรรดิ
เมื่อมีจิตเทวะแล้ว การหลอมอุปกรณ์วิเศษจึงเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง
ใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูป เจดีย์สะกดวิญญาณก็กลายเป็นลำแสงสีเขียวสายหนึ่งพุ่งเข้าไปในหว่างคิ้วของเย่เสี่ยวฟาน
มันปรากฏขึ้นในทะเลแห่งจิตสำนึก และดูดกลืนสุริยันสีเขียวที่อยู่ใต้ม่านหมอกในทะเลแห่งจิตสำนึกเข้าไปในเจดีย์
เย่เสี่ยวฟานสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงบางอย่าง และเข้าใจถึงคุณสมบัติที่แท้จริงของเจดีย์สะกดวิญญาณในทันที
บำรุงเลี้ยงดวงวิญญาณ สามารถยกระดับดวงวิญญาณได้อย่างช้าๆ
ป้องกันดวงวิญญาณ ตราบใดที่ไม่ใช่การโจมตีทางจิตวิญญาณที่ข้ามขอบเขตใหญ่ไปหนึ่งขั้น ก็สามารถป้องกันได้อย่างง่ายดาย
แม้จะเกินหนึ่งขอบเขตใหญ่ ก็ยังสามารถลดทอนพลังลงได้บ้าง
“ของดีจริงๆ”
“ตอนนี้ดวงวิญญาณของข้าเทียบเท่ากับขอบเขตแก่นทองคำขั้นที่หนึ่งช่วงกลาง การโจมตีทางจิตวิญญาณที่ต่ำกว่าขอบเขตทารกแรกกำเนิดขั้นที่สอง ข้าก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอีกต่อไป”
“เว้นแต่จะไปเจอกับพวกอัจฉริยะผู้มีวาสนาท้าทายสวรรค์ที่ดวงวิญญาณแข็งแกร่งมาแต่กำเนิด”
การมีปีกวายุอัสนีและเจดีย์สะกดวิญญาณได้ช่วยเสริมจุดอ่อนของเขาให้หมดไปในคราวเดียว
บัดนี้
เขาถึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ไร้เทียมทานในขอบเขตเดียวกันอย่างแท้จริง
เย่เสี่ยวฟานอารมณ์ดีอย่างยิ่ง เขากลับไปยังยอดหน้าผาที่คุ้นเคยบนยอดเขารับใช้
เพียงแค่คิด ปีกวายุอัสนีก็กางออก!
เย่เสี่ยวฟานทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ในชั่วพริบตาก็ไปปรากฏตัวอยู่ห่างออกไปสองร้อยจั้ง
จากนั้นเสียงระเบิดโซนิกบูมจึงดังตามมาจากเบื้องหลัง
“ไม่น่าเชื่อว่าจะเร็วถึงสองเท่าของเสียง (ความเร็วเสียง: 343 เมตร/วินาที) ยังดีที่ความแข็งแกร่งทางกายเนื้อของข้าเทียบเท่ากับขอบเขตแก่นทองคำขั้นที่สี่ขั้นสมบูรณ์ ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างฐานขั้นที่เก้าทั่วไปคงไม่อาจทนรับความเร็วสองเท่าของเสียงได้แน่”
ความเร็วสองเท่าของเสียง
โดยทั่วไปแล้วต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตแก่นทองคำที่เชี่ยวชาญด้านความเร็วและมีพลังบำเพ็ญถึงขอบเขตแก่นทองคำขั้นที่สี่ขึ้นไปเท่านั้นจึงจะทำได้
“นี่เป็นเพียงปีกวายุอัสนีขั้นเริ่มต้นเท่านั้น หากฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์ ไม่แน่ว่าอาจจะทะลุความเร็วสามเท่าของเสียงได้”
หลังจากโบยบินอยู่ในทะเลเมฆครู่หนึ่ง เย่เสี่ยวฟานก็กลับมายังยอดหน้าผา
เขานั่งลงบนหินสีเขียวก้อนใหญ่ จัดวางสุราเลิศรสและอาหารอันโอชะ พลางรับลมชมทะเลเมฆ
ช่างเป็นความสุขสบายเสียนี่กระไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสัมผัสได้ว่าค่าความชำนาญของปีกวายุอัสนีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกครั้งที่ถูกลมหนาวพัดผ่าน
อารมณ์ของเขาก็ยิ่งเบิกบานขึ้น รอยยิ้มที่มุมปากไม่อาจหุบลงได้เลย
…
สามวันต่อมา
ณ แดนทักษิณสวรรค์ เด็กหนุ่มในชุดคลุมสีเขียวผู้มีหน้าตาธรรมดาและสะพายกระบี่ไว้ที่หลัง กำลังเดินออกจากประตูเมืองด่านชายแดนอย่างช้าๆ พร้อมกับฝูงชน
“ไอสังหารอันเคียดแค้นยังคงหนาแน่นเช่นเคย ไม่รู้ว่าพวกภูตผีร้ายหนีหายไปไหนกันหมดแล้ว จะยังมีโอกาสได้เจอสือเฟยอ๋างกับจางฮ่าวชวนอีกหรือไม่นะ”
หนึ่งวันก่อน เย่เสี่ยวฟานได้ฝึกฝนปีกวายุอัสนีจนถึงขอบเขตสมบูรณ์แล้ว
จากนั้นจึงออกจากสำนักอสูรศักดิ์สิทธิ์และมุ่งหน้ามายังแดนทักษิณสวรรค์
เย่เสี่ยวฟานมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยไอสังหารอันเคียดแค้น พลางถอนหายใจแล้วหันกลับไปมองเมืองด่านชายแดนแวบหนึ่ง
จากนั้นเขาก็เดินไปตามลำพังในทิศทางที่เคยเป็นที่ตั้งของเมืองทลายมารของพันธมิตรเซียน
คนอื่นๆ ล้วนเดินทางกันเป็นกลุ่ม ส่วนพวกที่เดินทางคนเดียวก็จะเหินฟ้าไปทันทีที่ออกจากเมือง
มีเพียงเย่เสี่ยวฟานเท่านั้น
ที่เดินไปอย่างไม่รีบร้อนตามลำพัง
ในทันใดนั้น
การกระทำของเขาก็ตกเป็นเป้าสายตาของคนบางกลุ่ม
“พี่ใหญ่ ดูทางนั้นสิขอรับ”
เฮยเหล่าซานมองตามสายตาของลูกน้องอย่างไม่สบอารมณ์ แต่แล้วดวงตาของเขาก็พลันเป็นประกาย
เด็กหนุ่ม
เดินทางคนเดียว
หากไม่ใช่อัจฉริยะ ก็ต้องเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่ที่หยิ่งผยองไม่เห็นใครอยู่ในสายตา
“มองไม่ออกว่าอยู่ขอบเขตใด”
เฮยเหล่าซานขมวดคิ้วเล็กน้อย ชั่วขณะหนึ่งยังตัดสินใจไม่ได้
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในแดนทักษิณสวรรค์ยุคนี้ มีแต่พวกเฒ่าเจ้าเล่ห์กับพวกจอมหักหลังอยู่เต็มไปหมด
ตัวเขาเองก็เกือบจะพลาดท่าเสียทีมาหลายครั้งแล้ว โชคดีที่ยังมีลูกน้องมากพอ
ต้องใช้ชีวิตของลูกน้องเป็นเครื่องสังเวยเพื่อแลกกับชีวิตของตนเองมาได้อย่างหวุดหวิด
“พี่ใหญ่ เจ้าเด็กนั่นจะเดินไปไกลแล้วนะ จะลงมือหรือไม่ขอรับ”
“ตามไปดูก่อน”
เฮยเหล่าซานนึกขึ้นได้ว่าหากไม่ส่งมอบศพอีก ชีวิตของตนเองก็คงไม่รอดเช่นกัน
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พาลูกน้องตามไป
‘น่าสนใจดีนี่ ข้าถูกจับตามองเข้าแล้วสินะ’
เย่เสี่ยวฟานยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ และเดินต่อไปข้างหน้า
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดครึ้มลง
เย่เสี่ยวฟานหาหมู่บ้านร้างแห่งหนึ่งแล้วเดินเข้าไป
อสูรในหมู่บ้านแห่งนี้ถูกกำจัดไปนานแล้ว บัดนี้จึงเหลือเพียงความเงียบสงัดอันน่าขนลุก
“พี่ใหญ่ เจ้าเด็กนั่นเข้าไปในหมู่บ้านแล้ว จะลงมือเลยไหมขอรับ”
“อย่าเพิ่งรีบร้อน เราทำทีเป็นบังเอิญพบเพื่อหยั่งเชิงมันก่อน”
เฮยเหล่าซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว
เฮยเหล่าซานพาลูกน้องเดินอาดๆ ไปยังบ้านที่เย่เสี่ยวฟานอยู่
เมื่อเห็นกองไฟที่ลุกโชนอยู่ข้างในและกลิ่นเนื้อหอมกรุ่นที่ลอยออกมา
เฮยเหล่าซานก็คลายความระแวงลงเล็กน้อย ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรคนใดจะเปิดเผยตัวตนอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้
เว้นแต่จะมั่นใจในฝีมือของตนเองอย่างยิ่ง
แต่เย่เสี่ยวฟานเป็นเพียงเด็กหนุ่ม
ในจิตใต้สำนึกของเขาจึงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้มีพลังบำเพ็ญสูงส่ง
อีกทั้งผู้ที่มีพลังบำเพ็ญสูงส่ง ใครเขาจะเดินกันเล่า
เหาะเหินเดินอากาศได้ ใครจะโง่เดินให้เมื่อย
“ก๊อกๆๆ!”
เฮยเหล่าซานส่งสายตาให้ลูกน้องคนหนึ่งไปเคาะประตู ส่วนตัวเองก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างแนบเนียน ใช้ลูกน้องเป็นโล่กำบัง
“ใคร”
“เป็นผู้สัญจรผ่านมา บังเอิญได้กลิ่นเนื้อและสุราหอมกรุ่นจึงแวะมาขอแบ่งปันสักหน่อย”
สิ้นคำพูดนี้ รอบข้างก็พลันเงียบสงัดจนน่าขนลุก
“พี่ให...”
ลูกน้องที่เคาะประตูเพิ่งจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินเสียงดังมาจากในห้องอีกครั้ง
“เข้ามาสิ!”
ลูกน้องหันกลับไปมองเฮยเหล่าซาน
เฮยเหล่าซานพยักหน้าเป็นสัญญาณ
ลูกน้องผลักประตูเข้าไป ก็เห็นเย่เสี่ยวฟานกำลังถือเนื้อสัตว์ย่างชิ้นหนึ่งกินอย่างเอร็ดอร่อย
ข้างกายยังมีไหสุราชั้นดีที่เปิดฝาแล้ววางอยู่ ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายไม่หยุด
“น้องชาย ต้องขออภัยที่รบกวน พอดีพวกเราผ่านมาเห็นแสงไฟและได้กลิ่นสุรากับเนื้อย่าง จึงถือวิสาสะมารบกวน”
เมื่อเฮยเหล่าซานเห็นว่าไม่มีอันตรายใดๆ จึงเดินมาอยู่หน้าลูกน้องแล้วประสานหมัดคารวะอย่างสุภาพ
“ยามอยู่ไกลบ้าน การได้พบกันถือเป็นวาสนา มาดื่มด้วยกันสักจอกเถอะ”
เย่เสี่ยวฟานแย้มยิ้มพลางยกไหสุราขึ้นกล่าว
ไหนๆ ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรทำ เขานึกสนุกขึ้นมาจึงอยากจะรู้ว่าคนกลุ่มนี้ที่ตามเขามาตลอดทางต้องการอะไรกันแน่
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณพ่อหนุ่มมาก”
เฮยเหล่าซานนั่งลงตรงข้ามเย่เสี่ยวฟาน ส่วนลูกน้องคนอื่นๆ ก็ยืนกระจายกันออกไปเหมือนไม่ได้ตั้งใจ แต่กลับปิดล้อมเส้นทางหนีของเย่เสี่ยวฟานไว้ทั้งหมด
เฮยเหล่าซานรินสุราให้ตัวเองหนึ่งจอก แสร้งทำเป็นยกขึ้นจิบแล้วเอ่ยถามอย่างสบายๆ ว่า
“น้องชายรูปงามมีความสามารถ ไม่ทราบว่าเป็นคนจากตระกูลใหญ่ตระกูลใด ถึงกล้ามาแดนทักษิณสวรรค์เพียงลำพัง”
เรื่องดื่มสุรานั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว การดื่มสุราของคนแปลกหน้าโดยไม่ระวังตัว มีแต่จะตายโดยไม่รู้ว่าตายอย่างไร
“ท่านพี่พูดล้อเล่นแล้ว ข้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระ จะมาจากตระกูลใหญ่อะไรกัน”
เย่เสี่ยวฟานหัวเราะอย่างขมขื่น พลางยกจอกสุราขึ้นเป็นเชิงเชื้อเชิญให้ดื่ม
เมื่อเฮยเหล่าซานได้ยินว่าเย่เสี่ยวฟานเป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระ ความระแวงในใจก็ลดลงอีกขั้น เมื่อรวมกับการกระทำต่างๆ ก่อนหน้านี้ของเย่เสี่ยวฟาน เขาก็มั่นใจถึงแปดส่วนว่าเย่เสี่ยวฟานไม่ใช่พวกเฒ่าเจ้าเล่ห์
ดังนั้นเขาจึงยกจอกสุราขึ้นชนกับของเย่เสี่ยวฟานเบาๆ แล้วทำทีเป็นยกขึ้นจิบ ก่อนจะถามต่อว่า
“น้องชายกล้ามาแดนทักษิณสวรรค์คนเดียว ฝีมือคงต้องเป็นหนึ่งในหมู่ผู้ฝึกตนอิสระเป็นแน่ พวกเราก็เป็นผู้ฝึกตนอิสระเช่นกัน สนใจจะเข้าร่วมกับพวกเราหรือไม่”
“เฮ้อ พลังบำเพ็ญของข้าเพียงเท่านี้ พี่ใหญ่คงไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอก มิเช่นนั้นข้าจะมาเสี่ยงภัยในแดนทักษิณสวรรค์คนเดียวได้อย่างไร”
เย่เสี่ยวฟานพูดพลางจงใจปล่อยคลื่นพลังเวทขอบเขตพลังปราณกลั่นก่อขั้นที่เก้าออกมาเล็กน้อย
“ขอบเขตพลังปราณกลั่นก่อขั้นที่เก้า! พี่ใหญ่ จะไปเสียเวลากับมันทำไมกัน”
ลูกน้องคนหนึ่งลุกขึ้นยืนทันที ในมือปรากฏดาบยาวเล่มหนึ่งขึ้นมาพลางมองเย่เสี่ยวฟานด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
เมื่อลูกน้องคนอื่นๆ เห็นดังนั้น ก็พากันลุกขึ้นหยิบอุปกรณ์วิเศษออกมาล้อมเย่เสี่ยวฟานไว้ตรงกลาง
“น้องชาย ชาติหน้าอย่าได้โง่เขลาเช่นนี้อีก ขอบคุณสำหรับร่างกายที่เจ้ามอบให้”
เฮยเหล่าซานโยนจอกสุราทิ้งลงในกองไฟ ลุกขึ้นถอยไปอยู่หลังลูกน้อง
“พวกท่านหมายความว่าอย่างไร ข้าอุตส่าห์มีน้ำใจเลี้ยงดูปูเสื่อแท้ๆ”
เย่เสี่ยวฟานแสร้งทำสีหน้าตื่นตระหนก กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา