- หน้าแรก
- จอมอสูรผู้กลืนกินท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
- บทที่ 11: หวนคืนสู่บ้าน
บทที่ 11: หวนคืนสู่บ้าน
บทที่ 11: หวนคืนสู่บ้าน
บทที่ 11: หวนคืนสู่บ้าน
หลายชั่วโมงต่อมา
ศูนย์วิจัยรังมังกร ห้องปฏิบัติการหมายเลข 1
"ฉีดให้ผมก่อน"
เจี่ยนซานจือ ผู้อำนวยการสูงสุดแห่งรังมังกร เอ่ยขึ้นขณะทอดสายตามองน้ำยพันธุกรรมชุดแรกที่วางอยู่เบื้องหน้า
"เรื่องนี้..."
อาจารย์เจียวและคนอื่นๆ ต่างพากันลังเลเมื่อได้ยินเช่นนั้น
เจี่ยนซานจือมองดูทุกคนพลางระบายยิ้ม "แม้ผมจะเชื่อมั่นในตัวฉู่เหิง แต่ความเชื่อก็เรื่องหนึ่ง ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ของประเทศนี้ เราจะปล่อยให้ผู้อื่นแบกรับความเสี่ยงทั้งหมดของเทคโนโลยีที่จะนำไปใช้กับเพื่อนร่วมชาติ โดยที่พวกเราไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลยไม่ได้"
"ผมไม่ได้อยู่แนวหน้าแล้ว และเรื่องราวหลังจากนี้ผมก็จัดการไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว"
"ดังนั้น..."
"เริ่มเถอะ"
อาจารย์เจียวมองดูรุ่นน้องตรงหน้า รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าขณะที่เธอโบกมือสั่งการให้เริ่มเตรียมการ
เธอไม่ได้เอ่ยคำว่า ให้ฉันทำเอง หรือ ใส่ชื่อฉันลงไปด้วย
ไม่ใช่ว่าเธอไม่มีความคิดเช่นนั้น แต่เป็นเพราะเธอทำไม่ได้
เพราะหน้าที่ที่รัดตัว
เพราะฐานะของพวกเขานั้นแตกต่างกัน
สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่การร่วมเสี่ยงไปกับเจี่ยนซานจือ แต่คือการสานต่องานวิจัยให้ลุล่วง
คนอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน
สิ่งที่เจี่ยนซานจือทำนั้น เพียงคนเดียวก็เกินพอแล้ว
เขาทำสิ่งนี้เพื่อส่งต่อจิตวิญญาณแห่งวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เห็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดเป็นเพียงทรัพยากรที่ใช้แล้วทิ้งเพื่อไปเสี่ยงชีวิตอย่างไร้ค่า นั่นจะเป็นการสิ้นเปลืองและโง่เขลาเกินไป
อันที่จริง นี่คือจิตวิญญาณแห่งวิทยาศาสตร์ที่เจี่ยนซานจือขบคิดและตัดสินใจที่จะสร้างขึ้นหลังจากเฝ้าสังเกตการณ์องค์กรนอร์ดิก
เขามักต้องการส่งต่อความเชื่อหนึ่งไปยังเหล่านักวิทยาศาสตร์แห่งรังมังกรเสมอว่า การทดลองต้องอาศัยความรอบคอบ และต้องรอบคอบให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
...
สวนสัตว์
"กลับมาแล้ว"
ฉู่เหิงรีบบึ่งกลับมาทันทีหลังจากออกจากศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เทียนเวิ่น ก่อนจะพบกับเสี่ยวไป๋ที่กำลังนั่งเคี้ยวไม้ไผ่ด้วยใบหน้าบึ้งตึง
"หึ"
เมื่อเสี่ยวไป๋เห็นฉู่เหิง ทีแรกเธอก็ดูดีใจ แต่แล้วก็จงใจสะบัดหน้าหนีราวกับกำลังโกรธเคือง ทว่าดวงตากลับคอยแอบชำเลืองมองเขาอยู่เงียบๆ
"รู้สึกเหมือนกำลังเลี้ยงลูกสาวอยู่เลย"
ฉู่เหิงบ่นพึมพำพลางยื่นมือไปขยี้หัวเสี่ยวไป๋ แพนด้าสมบัติของชาติอย่างแรง
"วางใจเถอะ จากนี้ไปฉันจะให้เธออยู่ข้างกายตลอดเวลา"
ในใจของฉู่เหิงเองก็ไม่อยากจากเสี่ยวไป๋ไปไหน หากเป็นช่วงเวลาปกติ การให้เธออยู่ที่สวนสัตว์แห่งนี้ก็นับว่าเป็นที่ทางที่เหมาะสมแล้ว
แน่นอนว่าประเด็นหลักคือในยามสงบสุข ต่อให้เขาอยากจะเลี้ยงสมบัติของชาติไว้เองแค่ไหนก็ไม่มีทางเป็นไปได้
ทว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกกำลังจะมาถึง เขาจึงไม่อาจวางใจทิ้งเสี่ยวไป๋ไว้ที่นี่ได้
โชคดีที่ด้วยผลงานที่เขาทำไว้ ประกอบกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น การนำเสี่ยวไป๋ไปดูแลเองจึงเปลี่ยนจากเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และไม่ได้ยุ่งยากมากมายนัก
ทันใดนั้นเอง
"คุณฉู่ครับ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นี่คือเอกสารทั้งหมด คุณสามารถพาเสี่ยวไป๋ไปได้เลยครับ"
ผู้อำนวยการสวนสัตว์ไม่รู้ว่าควรจะเรียกอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทำงานด้วยกันมาหนึ่งปีว่าอย่างไรดี อันที่จริง ตั้งแต่ตอนที่เขาได้รับแจ้งจากเบื้องบนจนถึงตอนนี้ เขายังคงอยู่ในอาการเหลือเชื่อ
สมบัติของชาติสามารถถูกรับไปเลี้ยงโดยบุคคลธรรมดาได้จริงๆ หรือ
"ขอบคุณครับผู้อำนวยการ"
ฉู่เหิงรับเอกสารมาด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเรียกเสี่ยวไป๋ให้ขึ้นรถบรรทุกที่เตรียมไว้ ซึ่งยังคงเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ
"ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น"
ผู้อำนวยการมองตามรถบรรทุกไฮเทคที่พาฉู่เหิงและเสี่ยวไป๋จากไป สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขณะพึมพำเสียงเบา ความคิดในหัวตีกันวุ่นวาย
ในฐานะผู้อำนวยการสวนสัตว์ เขารู้ดีกว่าใครว่าในประเทศนี้ การจะเลี้ยงแพนด้ายักษ์เป็นการส่วนตัวไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้เพียงเพราะมีอำนาจ มียศถาบรรดาศักดิ์ หรือมีเงินทอง
เพราะเรื่องนี้ถูกระบุไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน
แต่ตอนนี้ เรื่องที่เป็นไปไม่ได้กลับเกิดขึ้นแล้ว
ไม่ใช่ในนามขององค์กรใด แต่เป็นในนามส่วนตัวของฉู่เหิง
การจะได้เป็นผู้อำนวยการสวนสัตว์ขนาดใหญ่ในเมืองใหญ่อย่างนครมนตราได้ ย่อมไม่ใช่คนโง่ และเพราะเขาไม่ใช่คนโง่ เขาจึงยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจ
หากเขาสมองทึบกว่านี้สักหน่อย เขาคงจะก่นด่าไปแล้วว่านี่คือลูกหลานตระกูลดังที่ใช้อำนาจในทางที่ผิด
ทว่านอกจากข้อเท็จจริงที่ว่า ต่อให้เป็นทายาทตระกูลใหญ่ที่สุดก็ยังทำเรื่องแบบนี้ไม่ได้ เขายังรู้จักฉู่เหิงมาหนึ่งปีเต็มและรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนเช่นนั้น
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อยๆ
หลายชั่วโมงต่อมา
เจียงหนาน
"กลับมาแล้วครับ"
ฉู่เหิงก้าวลงจากรถด้วยท่าทางผ่อนคลาย เขานำเสี่ยวไป๋ออกมาจากโรงรถแล้วเดินตรงไปหาคนในครอบครัวที่ยืนรออยู่หน้าบ้านด้วยรอยยิ้ม
"เสี่ยว... เสี่ยวไป๋?!"
ทว่าในขณะนี้ ฉู่ซิงอวี่ ฉินอิง และฉู่ยู่ กลับไม่มีแก่ใจจะสนใจฉู่เหิง พวกเขาต่างเบิกตากว้างจ้องมองแพนด้ายักษ์สมบัติของชาติที่ยืนตัวเป็นๆ อยู่เบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง
"พี่ พี่บ้าไปแล้วเหรอ"
ฉู่ยู่ได้สติเป็นคนแรก เธอหลุดปากถามพี่ชายอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
สองสามีภรรยาฉินอิงและฉู่ซิงอวี่ก็มองลูกชายด้วยสีหน้าเหลือเชื่อเช่นกัน
ฉู่เหิงทำงานที่สวนสัตว์มาปีหนึ่ง ครอบครัวของเขาจึงย่อมรู้จักเสี่ยวไป๋เป็นธรรมดา แต่นี่มันไม่เกี่ยวเลยว่าพวกเขาจะรู้จักหรือสนิทสนมกับมันแค่ไหน
ฉู่ซิงอวี่ถึงกับเริ่มคำนวณในใจว่า "พาสมบัติของชาติออกมาโดยไม่ได้รับอนุญาตเนี่ย ต้องติดคุกกี่ปีกันนะ"
"อย่าคิดไปไกลขนาดนั้นเลย"
ฉู่เหิงใช้นิ้วดีดหน้าผากมนของน้องสาวเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้
"โอ๊ย"
"เจ็บนะ"
ฉู่ยู่ลูบหน้าผากที่เริ่มแดงของเธอพลางมองพี่ชายด้วยสายตาไม่พอใจ
"แม้สมรรถภาพทางกายของพ่อจะต่ำที่สุด แต่เขาก็ยังไปถึงระดับนักเรียนขั้นกลางแล้ว แม่กับหมิงเย่ว์เองก็อยู่ในระดับนักเรียนขั้นกลางเช่นกัน แต่แข็งแกร่งกว่าพ่อนิดหน่อย ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร"
"แต่เพื่อความชัวร์ ฉันควรเตรียมน้ำยาไว้สามชุดดีกว่า"
ด้วยความแข็งแกร่งปัจจุบันของฉู่เหิงประกอบกับพลังจิต เขาจึงสามารถรับรู้ถึงระดับสมรรถภาพทางกายของคนในครอบครัวได้อย่างง่ายดาย เพราะทั้งสามคนต่างได้รับการฝึกสอนจากเขาโดยตรง
น่าเสียดายที่ทั้งสามคนไม่ได้ชอบการฝึกฝนสักเท่าไร
พ่อกับแม่เกษียณอายุแล้วและกำลังใช้ชีวิตวัยเกษียณอย่างสุขสบาย ส่วนบริษัทก็ยกให้ฉู่ยู่ดูแล ซึ่งเธอก็ชื่นชอบในโลกธุรกิจ หรือจะพูดให้ถูกคือเธอชอบการชิงไหวชิงพริบและการปะทะกันทางความคิดมากกว่า
แม้ฉู่เหิงจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่เขาก็รู้สึกเบาใจ
เพราะเส้นทางแห่งการฝึกฝนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
หากก้าวพลาดเพียงนิดเดียว ก็อาจจบชีวิตลงกลางทางได้
อันที่จริงฉู่เหิงเองก็ไม่ได้มีความมั่นใจนักว่าเขาจะไปได้ไกลเพียงใด เพราะในดินแดนหมื่นโลก อัจฉริยะจำนวนนับไม่ถ้วนเหล่านั้นจะมีสักกี่คนที่สามารถก้าวไปจนสุดทางได้
ยกตัวอย่างเช่น ถังจื่อเฉิน ผู้ซึ่งฝึกฝนศิลปะการต่อสู้แห่งชาติและบรรลุถึงขอบเขตที่เหมาะสมแก่การเอาตัวรอดที่สุด นั่นคือการเข้าถึงสภาวะที่ไร้ซึ่งทุกสรรพสิ่ง สัมผัสได้ถึงภัยอันตรายและหลบเลี่ยงได้ก่อนจะเกิดเหตุ เส้นทางแห่งความจริงใจอันสมบูรณ์ สุดท้ายเธอก็ยังม้วยมรณาไม่ใช่หรือ
ไม่ต้องพูดถึงครอบครัวของเขาที่พรสวรรค์ในการฝึกฝนไม่ได้สูงส่งอะไรนัก
อย่างไรก็ตาม หากฉู่เหิงสามารถทะยานขึ้นไปได้ อย่างน้อยที่สุด การทำให้ครอบครัวหลุดพ้นจากความตายและมอบชีวิตนิรันดร์ให้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ในอนาคต หลัวเฟิงก็เคยทำสำเร็จมาแล้ว
หากฉู่เหิงก้าวไปถึงจุดนั้นได้ เขาย่อมทำได้เช่นเดียวกัน
"ติดก็แต่ยัยหนูนั่น..."
จากเรื่องครอบครัว ความคิดของฉู่เหิงก็เลื่อนลอยไปถึงเงาร่างที่เด็ดเดี่ยวผู้นั้น ในใจเขารู้สึกทั้งอัดอั้นและเป็นกังวล เพราะในอนาคตคงมีความวุ่นวายตามมาอีกไม่ใช่น้อย
"หมิงเย่ว์ รีบบอกมาเร็วเข้าว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
ฉินอิงมองลูกชายด้วยความเป็นกังวล ในยามที่ห่วงใยเช่นนี้ ความเยือกเย็นที่เคยมีกลับหายวับไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือร่องรอยเดิมอยู่เลย