เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่18 ขู่ให้หลาบจำ (2)

ตอนที่18 ขู่ให้หลาบจำ (2)

ตอนที่18 ขู่ให้หลาบจำ (2)


16  2-2

ตอนที่18 ขู่ให้หลาบจำ (2)

“ท่านพี่ เห็นบอดแผลที่คอข้าหรือไม่เจ้าค่ะ? คอของข้าแทบขาดเพราะนังเดรัจฉานนี่!”

เซี่ยอี้เฉินที่ได้ฟังประโยคคำกล่าวที่ฮูหยินเฉิงกล่าวออกมา ก็พลันหันกลับไปมองเซียถงอีกครั้ง ยามนี้เขารู้สึกโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่ง สายตาที่จับจ้องมองไปที่นางช่างเปี่ยมล้นไปด้วยความเย็นชา

เขาเหยียดมือขวาขึ้นมา ชี้นิ้วใส่หน้าเซียถงพร้อมคำรามลั่นน้ำเสียงเคร่งขรึมยิ่งว่า

“นังเดรัจฉาน! ยืนหันหลังแล้วกอดอกบัดเดี๋ยวนี้! ข้าจะนำแส้หางเหล็กมาฟาดเจ้า! ลงโทษตามกฎของตระกูล!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮูหยินเฉิงก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง จึงรีบตะโกนเรียกบ่าวรับใช้ให้ไปนำแส้หางเหล็กมาโดยไว นางไม่เชื่อว่า ครานี้ นังสารเลวตัวน้อยจะรอดชีวิตกลับไปได้!

บ่าวรับใช้คนนั้นรีบวิ่งไปหยิบแส้หางเหล็กมาโดยไว ตามกฎการลงโทษของตระกูลเซี่ย สิ่งที่ใช้โบยฟาดเพื่อลงโทษสมาชิกภายในตระกูลจะต้องเป็นแส้หางเหล็กกล้า ผิวเต็มไปด้วยหนามแหลมคม

เซียถงทราบดีว่า เซี่ยอี้เฉินเป็นคนมีอคติกับนาง แถมยังค่อนข้างลำเอียง แต่ใครจะไปคิดไปฝันว่า มันจะลำเอียงได้ถึงขนาดนี้ รู้ทั้งรู้ว่าฮูหยินรองเฉิงมีเจตนาคิดร้ายกับท่านแม่ของนาง แต่มันก็ยังชอบยังรัก?

เซียถงยกแขนขึ้นกอดอก เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาคู่นั้นของนางในยามนี้เต็มไปด้วยความรังเกียจ กรนเสียงเย็นชาขึ้นว่า

“หากเป็นครอบครัวที่มีคุณธรรมพอ ข้าเองก็ยอมรับโทษทัณฑ์แต่โดยดี ทว่าเจ้า เซี่ยอี้เฉิง เจ้าลืมสิ่งที่ข้าเคยกล่าวไปโดยสิ้นแล้วกระมัง? คนที่ไม่มีคุณสมบัติเป็นพ่อคนอย่างเจ้า ไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนบทเรียนให้แก่ข้าผู้นี้!”

คล้อยหลังชะงักหยุดไปชั่วจังหวะหนึ่ง สายตาดุจเพชฌฆาตคมกริบสาดเข้าใส่อีกฝ่าย นางเอ่ยต่อว่า

“ยามที่เจ้าอ้าปากแอบอ้างกฎของตระกูลเพื่อใช้ลงโทษ เจ้าเคยใช้สมองอันน้อยนิดที่มีสืบค้นหาความจริงแล้วรึยัง? หรือมีสักคราที่เจ้าเคยเอ่ยถึงความเป็นอยู่ของท่านแม่ข้าบ้างหรือไม่? นางเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ย่อมมีหัวใจย่อมมีความรู้สึก สิบห้าปีมานี้ เจ้าเคยคิดถึงนางบ้างหรือไม่?”

น้ำเสียงของผู้สาวมิได้ดังมาก ทว่าทุกคำกล่าวที่เปล่งออกมาล้วนชัดเจน มากคารมคมคายพร้อม

เซี่ยอี้เฉินถึงกับชะงักหยุดไปชั่วจังหวะ เสมือนโดนสอบสวนจนเถียงไม่ออก แต่ชั่วครู่ต่อมา เขาก็คว้าแส้หางเหล็กออกแรงหวดฟาดพื้นไปทีหนึ่งอย่างแรง เสียงแส้ที่ฉีกกระฉากห้วงอากาศดังลั่น แค่ได้ยินก็สัมผัสได้แล้วว่า หากโดนเข้าไปต้องเจ็บปวดเกินบรรยายเพียงใด

เซี่ยอี้เฉินคล้ายจะตรงเข้ามาฟาดเซี่ยถงที่ยืนท้าทายกอดอกแน่น แต่ท่าทางการแสดงออกยังมีลังเลเล็กน้อย อ้าปากราวกับต้องการกล่าวอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่พูด

เมื่อเห็นเช่นนี้ ฮูหยินรองเฉิงก็รีบคุกเข่าลงกับพื้น คลานเข้ามากอดขาของเซี่ยอี้เฉิน ร้องไห้โฮ กล่าวทั้งน้ำตาว่า

“ท่านพี่ นังเดรัจฉานตัวนี้ มันอิจฉาที่ข้าเป็นที่โปรดปรานต่อท่านมากกว่าแม่ของนาง! ก็เลยพยายามทำลายชื่อเสียงของข้าใส่มัวหมอง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าตั้งใจทำงานอย่างหนักเพื่อบริหารจัดการครอบครัวของเราให้กินดีอยู่ดี ถึงกระนั้นก็ยังถูกนังเดรัจฉานรังแก แถมยังจะลอบสังหารข้าอีก หากท่าน...ซิก ซิก...หากท่านยังเข้าข้างมัน เกรงว่าข้าเองคงไม่มีอะไรจะพูดแล้วเช่นกัน ท่านพี่เป็นถึงขุนนางในราชสำนัก สิ่งใดยุติธรรมหรืออยุติธรรมย่อมพึงทราบดีแก่ใจ โปรดตัดสินด้วยความเป็นธรรมด้วยเถิดเจ้าค่ะ!”

นางระเบิดน้ำตาร้องไห้ออกมาไม่หยุดหย่อน ราวกับชีวิตหลายปีที่ผ่านมาของนางเต็มไปด้วยความคับข้องใจเหลือเกิน

“เจ้านี่มันยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานด้วยซ้ำ! เลี้ยงเสียข้าวสุกโดยแท้!”

เซี่ยอี้เฉินกระชับจับด้ามแส้หางเหล็กแน่น โบกสะบัดฟาดเข้าใส่เซียถงสุดแรงเกินราวกับปานจะเอาให้ตาย

ทันทีทันใด เสียงห้วงอากาศถูกฉีกสะบั้นดังกึกก้องลั่นโถงใหญ่

ยามเห็นว่าแส้หางเหล็กอันหนากำลังเหวี่ยงมาทางนี้ เซียถงยังคงยืนกอดอกนิ่ง ไม่แม้แต่จะกระพริบตาด้วยซ้ำ ปรากฏเพียงสายตาอันเย็นชาที่จับจ้องออกไป

ในเมื่อเซี่ยอี้เฉินมีอดคติลำเอียงได้ถึงปานนี้ ก็อย่าตำหนิว่านางไม่มีมารยาทเสียแล้วกัน

เดิมทีนางต้องการแค่แสวงหาความยุติธรรมให้แก่ท่านแม่ของตนเท่านั้น แต่เซี่ยอี้เฉินเลือกที่จะปิดตา ชี้ผิดเป็นถูก...ทั้งหมดมันก็เท่านั้นเอง

ขณะที่กำลังจะเคลื่อนไหวตอบโต้ เซียถงพลันชะงักไปชั่วขณะ เพราะเมื่อแส้หางเหล็กตวัดฟาดไปได้ครึ่งทาง มือข้างนั้นของเซี่ยอี้เฉินกลับถูกใครบางคนหยุดเอาไว้เสียก่อน และนั่นมิใช่ใครอื่นนอกจาก เซี่ยหลู่เฟิง

เซี่ยหลู่เฟิงเพิ่งออกมาจากเรือนพักของตน และกำลังเดินทางมาที่โถงใหญ่ แต่บังเอิญกลับพบเจอภาพฉากนี้เข้าเสียก่อน จึงพุ่งเข้าไปหยุดสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดตรงหน้าโดยไม่คิดเลย

“ท่านพ่อ โปรดเมตตาด้วย! สภาพร่างกายของถงถงในขณะนี้ค่อนข้างอ่อนแอ ไม่สามารถทนรับการลงโทษได้!”

เซี่ยหลู่เฟิงไม่ลืมที่จะหันไปขยิบตาส่งสัญญาณให้เซียถง เหลือบมองหนามอันแหลมคมบนตัวแส้ เขารีบกล่าวกับนางทันทีว่า

“ถงถง รีบขอโทษท่านพ่อโดยเร็วเถอะ!”

“หลู่เฟิง เจ้าออกไปให้พ้น! วันนี้ข้าจะต้องสั่งสอนนังเดรัจฉานให้เข็ดหลาบ! จิตใจของนังนี่หยาบช้าเกินมนุษย์แล้ว!”

เซี่ยอี้เฉินโกรธอย่างมาก ครั้งที่แล้ว เขาก็ถูกทำให้อับอายต่อหน้าท่านราชันหมาปาสวรรค์ พอเป็นคราวนี้ ก็ต้องเป็นที่ขายขี้หน้าต่ออัครมหาเสนาบดีเย่อีก

โดยไม่สนใจเซี่ยหลู่เฟิงอีกต่อไป เขาสะบัดผลักร่างของเซี่ยหลู่เฟหิงจนกระเด็นร่นถอยออกไปหลายสิบก้าว และชักแส้เตรียมฟาดใส่เซียถงอีกครั้ง

เซียถงยังคงยืนนิ่งกล่าวว่า

“ข้ามิได้ทำอะไรผิด เพียงต้องการแสวงหาความยุติธรรมแก่ท่านแม่ของข้าเท่านั้น และในเมื่อความยุติธรรมไม่สามารถเสาะหาจากที่นี่ได้ เช่นนั้นข้าคงต้องแสวงหาความยุติธรรมจากฝ่าบาทเสียแล้ว”

จะอย่างไร ท่านแม่ของนางก็เป็นถึงคนของจวนกั๋วกง เซียถงเชื่อว่า ฝ่าบาทคงไม่ยอมนิ่งนอนใจอยู่เฉยๆแน่นอน หากมีใครสักคนกล้าเอาถึงเครื่องหอมยาพิษมาแอบใส่ในห้องของหลานสาวระดับชั้นขุนนางเช่นนี้

เซียถงเหลือบไปเห็นเซี่ยหลู่เฟินที่นอนกระอักเลือดหลายคำอยู่บนพื้นจนเปรอะเปื้อน รูม่านตาดำของนางพลันหดแคบลงทันใด ในเมื่อซี่ยอี้เฉินมันเลือดเย็นได้ปานนี้ นางเองก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องสงสารคนอย่างมันแล้วเช่นกัน

เซียถงชำเลืองมองไปที่เซี่ยอี้เฉินที่หวดแส้ฟาดเข้าใส่ อาศัยความพลิ้วไหวและว่องไวของนาง ก็สามารถเลี่ยงหลบแส้เส้นนั้นได้อย่างง่ายดาย ปราดพุ่งออกไปฉกถุงเครื่องหอมในมืออีกฝ่าย และเตรียมที่จะออกประตูจากออกไปโดยตรง

“ฝ่าบาทคงประทานรางวัลแก่ท่านเสนาบดีเซี่ยอย่างสาสมแน่นอน! เตรียมเข้าเฝ้าที่วังหลวงได้เลย!”

ทิ้งทวนวาจาผ่านสายลม คู่เท้ากระตุกวูบวาบ ก้าวย่างเตรียมจะผ่านประตูโถงใหญ่ออกไปแล้ว

เซี่ยอี้เฉินถึงกับหน้าถอดสีซีดเซียวหนัก ในเวลาเช่นนี้เขาไม่สนใจอาการบาดเจ็บของเซี่ยหลู่เฟิงอีกต่อไป เขารีบโยนแส้ในมือทิ้งไป คำรามลั่นสั่งการทหารยามที่เฝ้าอยู่ด้านนอกทันทีว่า

“จับตัวนังเดรัจฉานกลับมาเดี๋ยวนี้!!!”

ทหารยามทั้งฝ่ายจวนเสนาบดีและอัครมหาเสนาบดีต่างตั้งท่าเตรียมพร้อม รีบวิ่งเข้าใส่เซียถงในทันที

เซี่ยคงไม่แม้แต่ให้ความสนใจกับทหารนยามเหล่านี้ด้วยซ้ำ เร่งเร้าลมปราณขุมหนึ่งไปยังสองคู่เท้า ทะลวงร่างฝ่าทหารยามเหล่านั้น พร้อมกับลำแสงสายหนึ่งเสมือนภาพซ้อนพัลวันทั่วร่างของแต่ละคนด้วยท่วงท่าสังหาร

เสี้ยวพริบตาต่อมา ทหารยามทั้งหมดพลันทรุดตัวล้มกองอยู่กับพื้น บ้างตายคาที่ บ้างร้องคร่ำครวญอย่างสุดแสนเวทนา

“ฝ่าบาทโปรดข้าให้ขึ้นเป็นพระชายาเอกขององค์รัชทายาท หากข้าบอกว่าต้องการเข้าเฝ้า คิดว่าฝ่าบาทจะอนุญาตหรือไม่?”

เซียถงยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางกองร่างของบรรดาทหารยามที่นอนร้องคร่ำครวญไม่หยุดหย่อน ชี้นิ้วใส่หน้าเซี่ยอี้เฉินด้วยท่าทีแสนหยิ่งทะนง

นางยังกล่วาต่ออีกว่า

“และหากฝ่าบาททรงทราบว่า มีคนต้องการทำร้ายว่าที่พระชายาเอกขององค์รัชทยาท เจ้าคิดว่าฝ่าบาทจะทรงกริ้วหรือไม่?”

ทุกคนจ้องมองไปที่เซียถง พูดกันไม่ออกอยู่สักพักใหญ่

“ท่านแม่ของข้าได้รับความอยุติธรรมมามากพอแล้วในช่วงหลายปีมานี้ และข้าจะนำเรื่องทั้งหมดไปทูลแก่ฝ่าบาท บอกเล่าความจริงทั้งหมดให้รับทราบ! และข้าจะขอทวงความยุติธรรมแก่ท่านแม่กลับคืนมา!”

เซียถงกล่าวน้ำเสียงหนักแน่นด้วยท่าทีแสนเด็ดเดี่ยว

ยิ่งนางเชิดคางสูงขึ้นเท่านั้นก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความหยิ่งผยองมากขึ้นเท่านั้น ดวงตาสีดำขลับที่เปรียบเสมือนน้ำหมึกคู่นั้น ยามนี้ส่องประกายแวววับเป็นพิเศษ

เสมือนกับว่า นางเกิดมาเพื่อขึ้นกลายมาเป็นเทพธิดาผู้สูงศักดิ์ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็มิอาจขัดบัญชาได้

เฉพาะช่วงเวลา ณ ตอนนี้ ไม่มีใครคิดว่า นางอัปลักษณ์อีกต่อไป ทั่วทั้งใบหน้าปรากฏเพียงความเย่อหยิ่งและจองหองของนางเท่านั้นที่สาดสะท้อนออกจากสายตาพวกเขา

ชายหนุ่มในชุดคลุมหรูหราหรี่สายตาแคบลงเล็กน้อย ปรากฏธารแสงสีเย็นโฉบวาบผ่านวูบหนึ่ง

ส่วนคนที่ดูประหลาดใจที่สุดคงหนีไม่พ้น เซี่ยอี้เฉิน เขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยสักนิด ถึงขั้นที่ว่ายกมือขั้นมาขยี้ตาอย่างแรงอยู่สองสามหน จากนั้นค่อนเพ่งสายตาพินิจมองใหม่ให้จงดี จับจ้องไปที่สาวน้อยผู้ยืนหยัดอย่าภาคภูมิใจหน้าประตูโถงใหญ่

“ถงเอ๋อร์ จุดตันเถียนของเจ้าได้รับการรักษาแล้วรึ?”

เซี่ยอี้เฉินเอ่ยถามขี้นด้วยความเหลือเชื่อ

“เกรงว่าสวรรค์คงเห็นใจข้ากับท่านแม่อย่างยิ่ง ไม่เพียงจุดตันเถียนของข้าจะหายดีเป็นปกติ แต่พลังความแกร่งกล้าของข้ายังเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี!”

เซียถงกล่าวยิ้มเยาะท่าทางดูตลกขบขันไม่น้อยกับท่าทางการแสดงออกที่เปลี่ยนไปของเซี่ยอี้เฉิน

หุหุ พอเห็นว่าลมปราณของข้าฟื้นคืนกลับมา มันก็ถึงกับเปลี่ยนสรรพนามเรียกชื่อนางโดยไว

“ถงเอ๋อร์ เรามานั่งคุยกันดีๆก่อนเถอะ”

เซี่ยอี้เฉินรีบข่มกลั้นความตื่นตระหนกตกใจเอาไว้ ยิ้มอ่อนเอ่ยวาจาเสียงนุ่มหวังเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย

หากรู้ตั้งแต่แรกว่า ลมปราณของเซียถงฟื้นคืนกลับมาแล้ว เขาจะไม่มีวันใช้แส้หางเหล็กฟาดใส่นางเป็นอันขาด

ส่วนเรื่องถุงเครื่องหอมนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ แต่หากหลุดไปถึงหูของฝ่าบาท ผลลัพธ์ที่ออกมาย่อมจบไม่สวยแน่นอน

หากลามไปถึงจวนกั๋วกง แล้วเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?

“สายเกินไปแล้ว เซี่ยอี้เฉิน แล้วเจอกันที่วังหลวง”

เซี่ยถงแสยะยิ้มเชิดใส่อีกฝ่ายอย่างเย็นชา แล้วหันหลังเตรียมจากออกไป

ขณะที่ปลายเท้ากำลังเคลื่อนขยับออกไป ทันใดนั้นเอง นางก็สัมผัสได้ถึงสายลมวูบหนึ่งที่ซัดเข้าใส่ พอหันมองกลับไป ก็พบใครบางคนกำลังใช้คมกระบี่ยาวทิ่มทะลวงเข้าใส่นาง...

จบบทที่ ตอนที่18 ขู่ให้หลาบจำ (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว