เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 - เรื่องบังเอิญ

บทที่ 31 - เรื่องบังเอิญ

บทที่ 31 - เรื่องบังเอิญ


บทที่ 31 - เรื่องบังเอิญ

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

รถยนต์แล่นไปบนถนนลูกรังที่มีหินก้อนเล็กๆ กระจัดกระจาย ทำให้ตัวรถสั่นสะเทือนเล็กน้อย

ถังเหวินนั่งหลับตาพริ้มอยู่ที่เบาะหลัง ในหัวยังคงครุ่นคิดถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในโรงพยาบาล

"ป่านนี้หมอหลานซินน่าจะตื่นแล้วมั้ง"

ถังเหวินเองก็ไม่แน่ใจนัก

ตอนที่เขาใช้วิชาสะกดจิตแบบโม เขาถือโอกาส "แถม" สะกดจิตหมอหลานซินไปด้วย ซึ่งเธอก็ไม่รู้ตัวเลยตั้งแต่ต้นจนจบ

ไม่อย่างนั้นหมอหลานซินคงไม่ตอบตกลงง่ายๆ และสอนวิชาสะกดจิตแบบหลานให้เขาแบบหมดเปลือกขนาดนั้น

ส่วนเรื่องที่ว่าพอตื่นมาแล้วเธอจะโกรธจนลมออกหูหรือไม่นั้น ถังเหวินไม่ได้เก็บมาใส่ใจ

"อาหลง พรุ่งนี้เอางานไปให้หมอหลานซินด้วยนะ"

ถังเหวินสั่งอาหลงที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ

"ครับนายน้อย"

ถึงแม้ถังเหวินจะได้วิชามาด้วยวิธีลัด แต่เขาก็ไม่คิดจะเบี้ยวเงินสองแสนที่รับปากไว้

พอนึกถึงวิชาสะกดจิต ถังเหวินก็ยังรู้สึกทึ่งไม่หาย

เขายื่นมือออกมา

นิ้วมือเรียวยาวขยับไหวเบาๆ เทคนิคหัตถ์แปดทิศถูกนำมาใช้จนเกิดภาพติดตา ราวกับมีนิ้วมือนับร้อยนับพันเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า

การเคลื่อนไหวแบบนี้ เมื่อผสานเข้ากับหลักการของวิชาสะกดจิตแบบโม สามารถทำให้ผู้คนตกอยู่ในภวังค์ได้โดยไม่รู้ตัว

ขนาดระดับปรมาจารย์อย่างหมอหลานซินยังพลาดท่า

แม้จะเป็นปรมาจารย์นักสะกดจิต ก็ใช่ว่าจะถูกสะกดจิตไม่ได้

ขอแค่ใช้เทคนิคพื้นฐานอย่างวิชาสะกดจิตแบบโมให้ถูกจังหวะ ก็สามารถเล่นงานปรมาจารย์ได้เหมือนกัน

แน่นอนว่านั่นเป็นเพราะจู่โจมทีเผลอ

ถ้าอีกฝ่ายระวังตัวแจ ก็คงยากที่จะทำสำเร็จ

ตอนนี้ถ้าให้ถังเหวินกลับไปใช้วิชาสะกดจิตแบบโมกับหมอหลานซินอีกรอบ คงไม่มีทางสำเร็จแน่

หรือต่อให้ใช้วิชาสะกดจิตแบบหลาน ถ้าหมอหลานซินตั้งการ์ดระวังตัว ก็ยากจะสะกดจิตเธอได้

อย่างที่หมอหลานซินบอก การสะกดจิตคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เวทมนตร์ ไม่ใช่ว่าจะสั่งใครให้ทำอะไรก็ได้

คนที่มีความระแวงสูงจะสะกดจิตยาก

คนที่จิตใจเข้มแข็ง มุ่งมั่น ก็สะกดจิตยากเช่นกัน

นี่คือข้อจำกัดของวิชาสะกดจิต

อย่างเช่นถังเหวินสามารถสะกดจิตอาหลงกับอาหู่ได้สบายๆ แต่ถ้าจะไปสะกดจิตคนอย่างเฟนหรือไทลอนที่มีจิตใจแกร่งดั่งหินผา คงยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

อย่างน้อยด้วยระดับความเชี่ยวชาญของถังเหวินในตอนนี้ ก็ยังทำไม่ได้

"วิชาสะกดจิตยังอ่อนเกินไป ต่อให้ใช้คู่กับเจตจำนงแห่งหมียักษ์ แต่ถ้าเจอกับศัตรูที่มีจิตใจเข้มแข็งมากๆ ก็คงแทบไม่มีผล อีกอย่างเงื่อนไขการใช้งานกับคนธรรมดาก็ยุ่งยาก ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมช่วย..."

ถังเหวินพึมพำกับตัวเอง

เขาเริ่มคิดว่าควรจะปรับปรุงวิชาสะกดจิตดีไหม

ในเมื่อตอนนี้เขาได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์นักสะกดจิตแล้ว คนอื่นคิดค้นวิชาเฉพาะตัวได้ เขาก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

ติดอยู่ตรงที่ความรู้เรื่องการสะกดจิตของเขายังน้อยเกินไป

และความเข้าใจในศาสตร์นี้ก็ยังไม่ครอบคลุมพอ

คงยากที่จะคิดค้นวิชาใหม่ได้ในเวลาสั้นๆ

"สงสัยต้องรวบรวมวิชาสะกดจิตแบบอื่นๆ มาศึกษาเพิ่ม ยิ่งถ้าแตกต่างจากแบบหลานโดยสิ้นเชิงยิ่งดี จะได้เอาข้อดีมาอุดข้อเสีย เพื่อสร้างวิชาที่แข็งแกร่งกว่าเดิม"

ถังเหวินเริ่มวางแผนในใจ

เอี๊ยด!

ทันใดนั้น รถยนต์ก็เบรกกะทันหันจนตัวโก่ง

เสียงล้อบดถนนดังแสบแก้วหู

กลิ่นยางไหม้โชยเข้ามาในรถ

ปึก

ถังเหวินเอามือยันพนักพิงเบาะหน้าไว้ได้ทัน จึงไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร แต่ก็อดขมวดคิ้วถามไม่ได้ "เกิดอะไรขึ้น"

"เหมือนจะชนคนครับ"

คนขับรถตอบเสียงสั่น เหงื่อกาฬแตกพลั่ก

"ชนคน?"

ถังเหวินสั่งการทันที "อาหลง ลงไปดูซิ"

อาหลงเปิดประตูรถลงไปตรวจสอบ

ถังเหวินเอนหลังพิงเบาะ หลับตารออย่างใจเย็น

ผ่านไปครู่หนึ่ง อาหลงก็เดินกลับมาที่หน้าต่างรถ ฝั่งถังเหวิน แล้วรายงานเสียงเบา "นายน้อยครับ ไม่มีคนครับ ผมดูรอบๆ แล้ว เราไม่ได้ชนอะไรเลย"

"ไม่ได้ชน?"

ถังเหวินแปลกใจ คนขับรถของเขาชั่วโมงบินสูงมาก แถมเมื่อกี้ทั้งเขาและอาหลงก็ได้ยินเสียงกระแทกดังสนั่น

จะเป็นไปได้ยังไงที่ไม่ได้ชนอะไรเลย

"เดี๋ยวฉันลงไปดูเอง"

ถังเหวินเปิดประตูลงจากรถ

เขาเดินวนรอบรถหนึ่งรอบ โดยเฉพาะบริเวณหน้ารถที่ตรวจสอบอย่างละเอียด

แต่ไม่มีรอยบุบหรือร่องรอยการชนใดๆ บนตัวถังรถเลย

แสดงว่ารถไม่ได้ชนคนจริงๆ

"หรือคนขับจะตาฝาด"

ถังเหวินขมวดคิ้ว

ตาฝาดน่ะพอเป็นไปได้ แต่หูฝาดพร้อมกันทุกคนเนี่ยนะ

ถังเหวินจึงก้มลงมองเข้าไปใต้ท้องรถ

เมี๊ยว...

พอ้มลงไป เขาก็เจอต้นตอ

ใต้ท้องรถมีแมวดำตัวหนึ่งหมอบอยู่

ขนของมันร่วงเป็นหย่อมๆ ดูน่าเกลียดน่ากลัวเหมือนแมวขี้เรื้อน

ดวงตาสีเขียวเรืองแสงจ้องเขม็งมาที่ตาของถังเหวิน

"แมวจรจัด?"

ถังเหวินพึมพำ

ฟุ่บ

วินาทีต่อมา เจ้าแมวจรจัดก็พุ่งพรวดออกจากใต้ท้องรถ วิ่งหายเข้าไปในมุมมืดข้างทาง มันขดตัวกลมดิก แต่สายตายังคงจ้องมองกลุ่มของถังเหวินอย่างระแวดระวัง

ไม่รู้ทำไม พอเห็นแมวจรจัดตัวนี้ ถังเหวินกลับรู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก

ภาพเหตุการณ์หนึ่งผุดขึ้นมาในหัว

ตอนที่เขาอยู่หน้าบาร์กับหยางรุ่ยเสวี่ย ก็เจอแมวดำขี้เรื้อนแบบนี้เหมือนกันไม่ใช่หรือ

หน้าตาเหมือนเจ้าตัวนี้เปี๊ยบ

บังเอิญงั้นเหรอ

ถังเหวินหรี่ตามองเจ้าแมวจรจัด

"นายน้อยครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ"

อาหลงเห็นท่าทีแปลกๆ จึงเอ่ยถาม

"ไม่มีอะไร น่าจะชนโดนแมวจรจัดน่ะ ไปกันเถอะ"

ถังเหวินส่ายหน้า แล้วกลับขึ้นรถ

จากนั้นคนขับก็สตาร์ทรถแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว

ทว่าเจ้าแมวดำขี้เรื้อนตัวนั้น ยังคงใช้ดวงตาสีเขียวอ๋องจ้องมองท้ายรถที่แล่นจากไป และในแววตานั้น ดูเหมือนจะมีประกายแสงสีแดงวูบผ่านไปแวบหนึ่ง

...

ถังเหวินกลับมาถึงคฤหาสน์

แต่ทันทีที่มาถึงหน้าประตู หูของเขาก็กระดิกเล็กน้อย เหมือนสัมผัสอะไรบางอย่างได้

เขาจึงบอกอาหลงด้วยน้ำเสียงปกติ "พวกนายเข้าไปก่อนเลย"

อาหลงและคนอื่นๆ เข้าไปในตัวคฤหาสน์ ส่วนถังเหวินเดินเลี่ยงไปทางป่าละเมาะเล็กๆ ด้านหลัง

"รอส มีเรื่องอะไร"

ถังเหวินเอ่ยปากถามความว่างเปล่า

ในป่าละเมาะดูเงียบเชียบ ไร้เงาผู้คน

แต่สิ้นเสียงของถังเหวิน ร่างสองร่างก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นข้างต้นไม้ใหญ่ คือรอสกับจิ้งจอกแดง

ถังเหวินเลิกคิ้วมองจิ้งจอกแดงด้วยความทึ่งนิดๆ

นึกไม่ถึงว่าจิ้งจอกแดงที่มีพลังต่อสู้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน นอกจากจะพรางตัวให้ตัวเองได้แล้ว ยังพรางตัวให้คนอื่นได้ด้วย

ในสถานการณ์บางอย่าง ความสามารถนี้ถือว่ามีประโยชน์มากทีเดียว

"ปิดคุณไม่มิดจริงๆ"

รอสยิ้มกว้าง

ถังเหวินไม่ต้องใช้ตามอง แค่จมูกดมก็ได้กลิ่นพวกเขาลอยมาแต่ไกล

กลิ่นสาบสางของมนุษย์ครึ่งอสูรนั้นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก

"ว่ามา มีธุระอะไร"

รอสฉีกยิ้มตอบ "ตอนนี้ผมขึ้นเป็นหมายเลขสองขององค์กรเหรียญทองสาขาเมืองทูรานแล้วครับ ผมมีอำนาจสั่งการกองกำลังทั้งหมดขององค์กรในเมืองนี้"

"เร็วขนาดนี้เชียว? แสดงว่าการตื่นรู้ครั้งที่สองสำเร็จสินะ ถึงขั้นเอาชนะหมายเลขสองคนเก่าได้"

ถังเหวินแปลกใจเล็กน้อย

ไม่นึกว่ารอสจะรวบอำนาจในสาขาเมืองทูรานได้รวดเร็วขนาดนี้ เรียกได้ว่าตอนนี้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ

"ฟลุ๊คนิดหน่อยครับ แต่พอตื่นรู้ครั้งที่สองแล้ว หมายเลขสองคนเก่าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผม เพราะสายเลือดหมาป่าในตัวผมมันสายบู้ล้างผลาญอยู่แล้ว!"

"เจอเบาะแสร่างมลทินหรือยัง"

นี่คือสิ่งที่ถังเหวินอยากรู้ที่สุด

"ยังไม่เจอตัวร่างมลทินครับ แต่จากเครือข่ายข่าวกรองขององค์กรเหรียญทอง ผมเจอเรื่องน่าสนใจอย่างอื่น นอกจากสมาพันธ์เก้าเศียรแล้ว ในเมืองทูรานยังมีพวกมนุษย์กลายพันธุ์แฝงตัวอยู่ด้วย ก็คือพวกเดียวกับผู้หญิงลึกลับที่คุณเจอในคฤหาสน์ตระกูลหยางนั่นแหละครับ พวกนี้สังกัดกลุ่มอำนาจลึกลับที่เรียกว่า 'กลุ่มมนุษย์กลายพันธุ์'"

"กลุ่มมนุษย์กลายพันธุ์?"

ถังเหวินนิ่งคิด

เขาคาดไม่ถึงว่าพอรอสได้คุมอำนาจ ข้อมูลข่าวสารจะแน่นปึกขนาดนี้ สืบไปถึงต้นตอของพวกมนุษย์กลายพันธุ์ได้ด้วย

"กลุ่มมนุษย์กลายพันธุ์เป็นองค์กรลับที่ลึกลับมาก สมาชิกล้วนเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ ครั้งนี้พวกมันก็น่าจะมาเพราะร่างมลทินเหมือนกัน จะให้ผมยกพวกไปถล่มมันเลยไหมครับ"

รอสแผ่รังสีอำมหิตออกมา

หลังการตื่นรู้ครั้งที่สอง สายเลือดสัตว์ป่าในตัวรอสเข้มข้นขึ้น

และผลข้างเคียงก็คือ รอสดูจะใจร้อนและกระหายเลือดมากขึ้นกว่าเดิม

"ไม่ต้อง ในเมื่อเป้าหมายของกลุ่มมนุษย์กลายพันธุ์คือร่างมลทิน ก็ปล่อยไว้ก่อน แค่จับตาดูห่างๆ ก็พอ เผื่อพวกมันเจอเบาะแสอะไร เราจะได้รู้ข่าวทันที"

ถังเหวินไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวโดยใช่เหตุ

กลุ่มมนุษย์กลายพันธุ์ไม่ได้มาหาเรื่องเขา

เรื่องคืนนั้นที่ปะทะกันในคฤหาสน์ตระกูลหยาง ก็เป็นแค่อุบัติเหตุที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้

"ก็ได้ครับ งั้นเก็บพวกมันไว้ก่อน เจอร่างมลทินเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน"

จากนั้นรอสกับจิ้งจอกแดงก็รีบผละจากไป พริบตาเดียวก็หายวับไปกับความมืด

"กลุ่มมนุษย์กลายพันธุ์ สมาพันธ์เก้าเศียร องค์กรเหรียญทอง..."

ถังเหวินรู้สึกหนักใจ

เมืองทูรานตอนนี้กลายเป็นแหล่งรวมเสือสิงห์กระทิงแรด ทุกฝ่ายต่างจ้องจะเข้ามามีส่วนร่วม ลำพังตระกูลถังคงกดดันพวกนี้ไม่อยู่

และถ้าปล่อยไว้นาน เมืองทูรานคงหาความสงบสุขไม่ได้อีก

"ต้องรีบหาร่างมลทินให้เจอ..."

ถังเหวินไม่อยากให้เมืองทูรานกลายเป็นสนามรบของพวกนี้ ทางเดียวคือต้องชิงเจอร่างมลทินก่อน!

คิดได้ดังนั้น ถังเหวินก็เดินออกจากป่า กลับเข้าสู่คฤหาสน์ตระกูลถัง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 31 - เรื่องบังเอิญ

คัดลอกลิงก์แล้ว