เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 730 - เซินหานไม่สร้างประโยชน์ให้เมืองเบญจเซียน?

บทที่ 730 - เซินหานไม่สร้างประโยชน์ให้เมืองเบญจเซียน?

บทที่ 730 - เซินหานไม่สร้างประโยชน์ให้เมืองเบญจเซียน?


บทที่ 730 - เซินหานไม่สร้างประโยชน์ให้เมืองเบญจเซียน?

★★★★★

การตรวจสอบพรสวรรค์และศักยภาพ ใช้เวลาเพียงไม่นาน

เพียงแต่ตอนนี้ หลังจากตรวจสอบเสร็จสิ้น ทุกคนกลับตกอยู่ในความเงียบงัน

หลิวซีหลานในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ เห็นสถานการณ์เช่นนั้นจึงลุกขึ้นยืนทันที

"ผู้อาวุโสซือจื้อ พวกเรามีปัญหาอะไรงั้นหรือเจ้าคะ?"

หลิวซีหลานเอ่ยถาม แต่ผู้อาวุโสซือจื้อที่อยู่ข้างๆ ยังไม่ทันได้ตอบ

ท่านเจ้าสำนักนาหลันซิงก็รีบชิงตอบขึ้นมาก่อน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม

"ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาอะไรเลย พวกเจ้าวางใจเถอะ เมืองเบญจเซียนจะทุ่มเทเลี้ยงดูพวกเจ้าอย่างดี

พวกข้าคนแก่พวกนี้ เลอะเลือนไปหน่อย ทำให้พวกเจ้าเด็กๆ เข้าใจผิด

อันที่จริงพวกเราแค่ตกใจน่ะ จู่ๆ ก็มีอัจฉริยะมากมายขนาดนี้มาเยือนเมืองเบญจเซียนของเรา

โดนความประหลาดใจกระแทกใส่จนหน้ามืดตามัวไปหน่อย เดี๋ยวสักพักก็ดีขึ้น"

นาหลันซิงหัวเราะเยาะตัวเอง พลางกล่าวชมเชยทุกคน เพื่อคลายความกระอักกระอ่วน

"ซือจื้อ ท่านพาทุกคนไปหาเรือนพักเถอะ

สั่งให้บ่าวไพร่ในเมืองรีบทำความสะอาดเรือนที่จะใช้ให้เรียบร้อย

สวัสดิการที่ศิษย์สายตรงพึงมี ห้ามขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย"

ใบหน้าของผู้อาวุโสซือจื้อในเวลานี้ เต็มไปด้วยรอยยิ้ม หน้าบานเป็นกระด้ง

เซินหานทำให้ท่านได้หน้าได้ตาครั้งใหญ่จริงๆ

ขณะที่ท่านกำลังจะนำทาง ท่านเจ้าสำนักหอซือซินก็เดินออกมา

"ให้ข้าไปจัดการเถอะ ต้องการเรือนพักยี่สิบกว่าหลังในคราวเดียว ให้ซือจื้อไปเกรงว่าจะติดขัดขั้นตอนยุ่งยาก"

ก็จริงอยู่ การจะเบิกเรือนพักยี่สิบกว่าหลังพร้อมกัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการของเมืองเบญจเซียนต้องซักไซ้ไล่เลียงหาสาเหตุแน่

กว่าจะคุยรู้เรื่อง ไม่รู้ต้องเสียเวลาไปอีกนานแค่ไหน

แต่นางที่เป็นถึงเจ้าสำนักหอ (จ่างหยวน) ออกหน้าเอง ย่อมสะดวกราบรื่นกว่ามาก

หลังจากพาทุกคนออกไปแล้ว คนที่ยังเหลืออยู่ในลานบ้าน ต่างก็มองหน้ากันไปมา

"คนหนุ่มสาวพวกนี้ ล้วนเป็นคนที่เซินหานแนะนำมางั้นรึ?"

นาหลันซิงรู้อยู่เต็มอก แต่ไม่รู้ทำไม ถึงอดปากถามย้ำไม่ได้

ผู้อาวุโสซือจื้อพยักหน้า

"ก็คือศิษย์กลุ่มที่ก่อนหน้านี้มีคนบอกว่า ถ้าให้เข้าเป็นศิษย์สายใน จะเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรของเมืองเบญจเซียนนั่นแหละขอรับ"

ผู้อาวุโสซือจื้อตอบเสียงเรียบ แต่ทุกคนต่างจับกระแสความขุ่นเคืองในน้ำเสียงได้

ระหว่างพูด สายตาของผู้อาวุโสซือจื้อก็เบนไปทางเซินเซี่ยงที่ยืนอยู่ข้างๆ

"ก่อนหน้านี้มีคนพร่ำบอกว่าเซินหานจะไม่นำพาผลประโยชน์ใดๆ มาให้เมืองเบญจเซียนของเรา

ศิษย์น้องเซิน ตอนนี้ท่านจะว่าอย่างไร?

ผ่านไปตั้งสองเค่อ (30 นาที) แล้ว ท่านน่าจะคิดหาคำมาใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นได้แล้วกระมัง?

ตอนนี้ตัวเซินหานเองก็มีพรสวรรค์ แถมยังแนะนำศิษย์ระดับหัวกะทิมาให้เมืองเบญจเซียนเราอีกมากมายขนาดนี้ ท่านเตรียมจะขุดเรื่องไหนมาโจมตีเขาอีกล่ะ?"

ใบหน้าของผู้อาวุโสซือจื้อเต็มไปด้วยความสะใจ ท่านรอโอกาสที่จะถามเซินเซี่ยงแบบนี้มานานแล้ว

เซินเซี่ยงที่โดนจี้จุด สีหน้าดูไม่ได้เลย มุมปากกระตุกยิกๆ

ความรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่นี้ มันช่างเจ็บแสบเหลือเกิน

อยากจะพูดแก้ต่างให้ตัวเอง แต่ก็ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูด

นาหลันซิงที่อยู่ข้างๆ ก้าวออกมาข้างหน้าสองสามก้าว

"เซินหานยินดีแนะนำศิษย์อัจฉริยะมากมายขนาดนี้มาให้เรา คงเป็นเพราะเห็นแก่หน้าของผู้อาวุโสซือจื้อ

หากเรามัวแต่ไล่ล่าผลประโยชน์โดยละเลยน้ำใจไมตรี คนอื่นเขาก็จะคุยกับเราแค่เรื่องผลประโยชน์

พวกท่านดูสิ ครั้งนี้เซินหานแนะนำศิษย์มาให้เรา เขาได้เรียกร้องอะไรเพิ่มเติมหรือไม่?

ทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดจากความไว้วางใจ"

ระหว่างพูด สายตาของนาหลันซิงก็หันไปทางเซินเซี่ยงเช่นกัน

"ศิษย์น้องเซิน ก่อนหน้านี้เจ้าคอยหาข้ออ้าง หาเหตุผลมาโจมตีเซินหานตลอด

ยามเจอปัญหา พวกเราไม่ได้ปกป้องเด็กคนนั้น แต่เขากลับไม่ผูกใจเจ็บ ซ้ำยังเลือกที่จะไว้ใจเรา

หากทำตามที่ศิษย์น้องเซินว่าไว้แต่แรก เมืองเบญจเซียนของเราคงไม่มีทางได้รับโชคก้อนใหญ่ในวันนี้แน่

คำพูดใส่ร้ายป้ายสีพวกนั้น ระวังปากหน่อยเถอะ"

คำพูดของนาหลันซิงตรงไปตรงมามาก แต่ในเวลานี้ เซินเซี่ยงกลับไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

ครั้งนี้เซินหานส่งอัจฉริยะระดับท็อปมาให้เมืองเบญจเซียนกว่ายี่สิบคน

ยี่สิบกว่าคนนี้ ล้วนมีคุณสมบัติที่จะเป็นศิษย์สายตรงได้ทั้งสิ้น

ทั้งเมืองเบญจเซียนมีศิษย์สายตรงอยู่แค่ห้าสิบกว่าคน

เท่ากับว่าเซินหานส่งศิษย์สายตรงมาเพิ่มให้เมืองเบญจเซียนถึงครึ่งหนึ่งในคราวเดียว

แถมศิษย์สายตรงเหล่านี้ ยังเป็นระดับหัวกะทิที่ปลดพันธนาการได้เจ็ดด่านขึ้นไปทั้งนั้น

"เรื่องในวันนี้ ทุกคนต้องเก็บเป็นความลับให้มิด

ประการแรก เพื่อป้องกันไม่ให้สำนักอื่นเกิดความริษยา จนอาจใช้วิธีสกปรกมาเล่นงาน

ประการที่สอง เด็กพวกนี้เซินหานเป็นคนแนะนำมา หากโหยวว่านอิงรู้เข้า อาจจะก่อให้เกิดเรื่องวุ่นวายตามมาได้

พวกท่านล้วนเป็นคนระดับสูงของเมืองเบญจเซียน หากเห็นแก่ความแค้นส่วนตัวเพียงเล็กน้อย จนเมินเฉยต่อผลประโยชน์ใหญ่หลวงของสำนัก

ถึงเวลานั้น ข้าในฐานะเจ้าสำนัก คงไม่ใจดีด้วยแน่"

ประโยคสุดท้ายของนาหลันซิงฟังดูเคร่งขรึม แฝงคำเตือนไว้อย่างชัดเจนโดยไม่ปิดบัง

สายตาของเหล่าผู้อาวุโสโดยรอบ พร้อมใจกันหันไปมองเซินเซี่ยง

ต่างรู้ดีว่าเขามีความแค้นกับเซินหาน

คำพูดเมื่อครู่ของนาหลันซิง เห็นได้ชัดว่าจงใจพูดดักคอเขา

เมื่อได้ยินดังนั้น เซินเซี่ยงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวออกมาข้างหน้าแล้วกล่าวว่า

"ขอทุกท่านวางใจ ข้ายอมรับว่าข้ามีอคติกับเซินหาน

แต่ข้าระลึกเสมอว่าข้าเป็นคนของเมืองเบญจเซียน

ข้าไม่มีทางเอาความแค้นส่วนตัว มาทำลายผลประโยชน์ของเมืองเบญจเซียนเด็ดขาด!"

คำพูดของเซินเซี่ยง ฟังดูเหมือนกำลังแก้ต่างให้ตัวเอง

คนรอบข้างได้ยินแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

คำพูดฟังดูสวยหรู แต่จะทำได้จริงแค่ไหน ยังเป็นเรื่องที่ต้องดูกันต่อไป

คนประเภทปากว่าตาขยิบมีถมเถไป

แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน คือเซินเซี่ยงถูกการกระทำของเซินหานในครั้งนี้กระแทกหน้าเข้าอย่างจัง

ศิษย์อัจฉริยะมากมายขนาดนี้ หากเติบโตขึ้นมาได้ ขุมกำลังของเมืองเบญจเซียนจะก้าวกระโดดไปไกล

ต่อให้เซินเซี่ยงจะเกลียดเซินหานแค่ไหน เขาก็ต้องยอมรับว่า เซินหานได้สร้างคุณูปการใหญ่หลวงให้แก่เมืองเบญจเซียน

ถึงขั้นอาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในอนาคตของเมืองเบญจเซียนได้เลยทีเดียว

เขาเคยดำรงตำแหน่งรองเจ้าสำนัก ย่อมรู้ซึ้งถึงความหมายของศิษย์อัจฉริยะกลุ่มนี้ที่มีต่อสำนักดี

อีกด้านหนึ่ง หลิวซีหลานได้ถ่ายทอดเรื่องราวในวันนี้ให้เซินหานทราบทั้งหมด

เมื่อรู้ว่าทุกคนได้รับการจัดสรรให้มีเรือนพักส่วนตัวเป็นสัดส่วน เซินหานก็วางใจลงได้บ้าง

วันข้างหน้า ก็ต้องพึ่งพาตัวพวกเขาเองแล้ว

เมืองเบญจเซียนมีรากฐานที่มั่นคง สำนักใหญ่โต มีผู้ฝึกตนขอบเขตความว่างเปล่าถึงสิบกว่าคน

ความรู้ความเข้าใจในระบบวิถีใหม่ของสำนักนี้ ถือเป็นระดับแนวหน้าของทวีปหนานเทียน

พวกเขาร่วมเป็นร่วมตายกับตนมานาน สิ่งที่ตนทำให้พวกเขาได้ ก็คงมีเท่านี้

ลองคิดดูแล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องเร่งด่วนอะไรอื่นอีก

คิดได้ดังนั้น เซินหานก็นั่งเรือเหาะเดินทางกลับ

สำหรับตัวเขาเอง วิกฤตเบื้องหน้าถือว่าคลี่คลายไปแล้วโดยสิ้นเชิง

ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเอง หรือคนของยอดเขาเสี่ยวเหยาและจวนตระกูลอวิ๋น ในขณะนี้ล้วนไม่มีอันตรายถึงชีวิต

ในสายตาคนอื่น เซินหานคงจะเก็บตัวเงียบกบดานอยู่ในทวีปหนานเทียน

พยายามหลบเลี่ยงคมเขี้ยวของโหยวว่านอิงให้ได้มากที่สุด

แต่สำหรับเซินหาน ต่อจากนี้คือเวลาของการโต้กลับ

โหยวว่านอิงทำให้ทุกคนต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน ทำให้คนของยอดเขาเสี่ยวเหยาและจวนตระกูลอวิ๋นต้องล้มตายไปมากมาย

ความแค้นเหล่านี้ เขาจะทำให้นางต้องชดใช้

ใครๆ ก็คิดว่าหลังจากหนีรอดมาได้ เขาต้องหนีหัวซุกหัวซุน อย่างน้อยก็ต้องหายหน้าไปสักสามถึงห้าปี

แต่จากการปะทะกันครั้งล่าสุด เซินหานพอจะประเมินสถานการณ์ได้แล้ว

ผู้ฝึกตนขอบเขตความว่างเปล่านั้นแข็งแกร่งจริง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่เอาชนะไม่ได้

หากสู้กันซึ่งหน้า เขาคงไม่ใช่คู่มือของโหยวว่านอิงแน่

เขาต้องฝึกฝนอีกสักระยะ ถึงจะมีคุณสมบัติพอจะไปต่อกรกับโหยวว่านอิงแบบซึ่งหน้าได้

แต่เขาไม่จำเป็นต้องชนะโหยวว่านอิงแบบซึ่งหน้า

ขอแค่ฝีมือพัฒนาขึ้นอีกขั้น เขาก็สามารถลอบโจมตีในที่ลับ

ต่อให้เอาชีวิตโหยวว่านอิงไม่ได้ อย่างน้อยก็ทำให้นางบาดเจ็บได้

ผู้ฝึกตนวิถีเก่า มีความเชี่ยวชาญในการซ่อนเร้นอำพรางตัวเป็นทุนเดิม

หากเก็บซ่อนกลิ่นอายให้ดี โหยวว่านอิงก็ไม่มีปัญญาหาเขาเจอ

เพียงแต่ตอนนี้ เขาจำเป็นต้องยกระดับฝีมือขึ้นอีกหน่อย

ความเข้าใจในการผสานกฎเกณฑ์ของเขายังไม่ลึกซึ้งพอ

หากก้าวหน้าไปอีกขั้น แผนการนี้ก็จะมั่นคงขึ้นมาก

ระหว่างทางกลับ ในหัวของเซินหานเต็มไปด้วยแผนการฝึกฝนของตัวเอง

เขาเพิ่งจะหนีรอดจากเงื้อมมือของโหยวว่านอิง

เพิ่งออกจากปากเสือ ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าเซินหานจะกล้ากลับเข้าไปในถ้ำเสืออีกครั้ง

แต่เพราะเป็นเช่นนี้ ปฏิบัติการลอบสังหารของเขาถึงจะอยู่เหนือความคาดหมายของผู้คน

เมื่ออยู่นอกเหนือการคาดการณ์ โอกาสสำเร็จในการลอบสังหารก็จะสูงขึ้นมาก

เพียงแต่การจะก้าวหน้าไปอีกขั้น ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่าย...

ทางด้านเมืองเบญจเซียน นาหลันซิงได้เชิญท่านเจ้าสำนักหอทั้งสี่และผู้อาวุโสซือจื้อมาปรึกษาหารือกัน

เนื้อหาที่หารือ ย่อมเกี่ยวกับเซินหาน

"นับรวมครั้งนี้ด้วย ดูเหมือนพวกเราจะติดค้างน้ำใจเขามากขึ้นไปอีก

ลองคิดดูแล้ว ปล่อยไว้แบบนี้คงไม่ดี

พวกเราควรจะตอบแทนอะไรเขาบ้าง พวกท่านมีความเห็นว่าอย่างไร"

การหารือครั้งนี้ นาหลันซิงจงใจไม่เรียกเซินเซี่ยงมาร่วมด้วย

ท่านเจ้าสำนักหอทั้งหลายได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้ม

"ช่างบังเอิญจริงๆ เรื่องนี้พวกเราทั้งสี่คนเพิ่งจะคุยกันไป

ได้ยินซือจื้อบอกว่า เจ้าหนูเซินหานมีพลังเกือบจะถึงขั้นสูงสุดของขอบเขตกลืนรุ้งแล้ว

เขาน่าจะกำลังหาวิธีทะลวงด่าน เพื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตความว่างเปล่า

พวกเราคิดว่า จะให้ท่านเจ้าสำนักหอซือซินไปช่วยชี้แนะเด็กคนนั้นสักระยะหนึ่ง

ท่านเจ้าสำนักหอซือซินเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตความว่างเปล่า การที่ท่านไปชี้แนะด้วยตัวเอง น่าจะถือว่าเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ได้"

ได้ยินดังนั้น นาหลันซิงก็พยักหน้าเห็นด้วย

การตอบแทนแบบนี้ ถือว่าให้เกียรติมากทีเดียว

มีผู้ฝึกตนขอบเขตความว่างเปล่ามาสอนสั่งด้วยตัวเอง จะมีสักกี่คนที่มีวาสนาเช่นนี้

"ตกลงตามนั้น รบกวนท่านเจ้าสำนักหอซือซินด้วย

อย่างน้อย อย่าให้ใครมาว่าได้ว่าเมืองเบญจเซียนเรารู้จักแต่กอบโกย ไม่รู้จักตอบแทน"

เมื่อไม่มีเซินเซี่ยงคอยพูดจาถากถาง การหารือในวันนี้ก็รวดเร็วราบรื่นขึ้นมาก

หลังจากนั้น ผู้อาวุโสซือจื้อก็รีบส่งกระแสเสียงไปหาเซินหานทันที เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการตัดสินใจของเมืองเบญจเซียน

ต่อความหวังดีของเมืองเบญจเซียน เซินหานย่อมรู้สึกขอบคุณ

สำหรับตัวเขาแล้ว เขาต้องการคำชี้แนะจากผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์จริงๆ

ในตอนนี้ ความเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์ของเขาเริ่มเข้าสู่ระดับลึกซึ้ง

คนรอบตัวไม่มีใครมีความเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์ได้ดีไปกว่าตัวเซินหานเองแล้ว

หากเซินหานต้องการเติบโต เขาต้องออกไปแสวงหาวาสนาจากภายนอก

แต่การที่มีท่านเจ้าสำนักหอซือซินมาชี้แนะด้วยตัวเอง การก้าวหน้าไปอีกขั้นสำหรับเซินหานคงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนัก

สถานที่สำหรับการชี้แนะฝึกฝน ผู้อาวุโสซือจื้อเป็นคนจัดหาให้ต่างหาก

พวกผู้อาวุโสซือจื้อที่มักจะออกไปปฏิบัติภารกิจข้างนอกบ่อยๆ มักจะสร้างตำหนักที่พักชั่วคราวเอาไว้ตามที่ต่างๆ

มีบ่าวไพร่คอยดูแลทำความสะอาดเรือนรับรองอยู่ตลอดเวลา

สำหรับผู้มีอิทธิพลในทวีปหนานเทียนอย่างพวกเขา การสร้างตำหนักที่พักไว้สักสองสามแห่งย่อมไม่ใช่ปัญหา

เซินหานกลับไปบอกกล่าวกับทุกคนที่ค่ายพัก จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังตำหนักที่พักที่ผู้อาวุโสซือจื้อจัดเตรียมไว้ให้

เวลาในครั้งนี้มีจำกัด ท่านเจ้าสำนักหอซือซินมีเวลาชี้แนะเขาเพียงหนึ่งเดือน

แต่สำหรับเซินหาน เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

ยอดฝีมือระดับแนวหน้าขนาดนั้น สามารถเจียดเวลามาให้ได้หนึ่งเดือน ก็ถือว่าดีมากแล้ว

ทวีปหนานเทียนกว้างใหญ่ การจะไปไหนมาไหนที กินเวลาเดินทางเจ็ดแปดวัน หรือแม้กระทั่งครึ่งเดือนเป็นเรื่องปกติ

เซินหานเดินทางไปล่วงหน้า เมื่อไปถึงตำหนักที่พัก ก็มีคนมารอรับทันที

บ่าวไพร่ในจวนคงได้รับคำสั่งไว้ล่วงหน้าแล้ว

เมื่อเซินหานมาถึง ทุกคนก็พาเขาเข้าไปพักผ่อนในเรือนรับรองทันที

ท่านเจ้าสำนักหอซือซินมาถึงหลังจากเซินหานสามวัน

เมื่อพบหน้าท่านเจ้าสำนักหอซือซิน เซินหานก็ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เริ่มขอคำชี้แนะทันที

หนึ่งแก่หนึ่งหนุ่ม นั่งสนทนากันในหอตำรา

สิ่งที่เซินหานคาดไม่ถึงคือ ท่านเจ้าสำนักหอซือซินเตรียมตัวมาสอนเป็นอย่างดี

เซินหานนึกว่าจะเป็นการถามตอบข้อสงสัยที่เขาติดขัด

แต่ความเป็นจริง ท่านเจ้าสำนักหอซือซินเตรียมเนื้อหามาสอนอย่างเป็นระบบ

หลังจากพบหน้า ท่านเจ้าสำนักหอซือซินก็เริ่มบรรยายให้เซินหานฟังก่อน

โดยเน้นไปที่กฎเกณฑ์ฟ้าดิน และวิธีการฝ่าด่านจากขอบเขตกลืนรุ้งเข้าสู่ขอบเขตความว่างเปล่าอย่างละเอียดและเป็นระบบ

คำว่า 'กลืน' ในขอบเขตกลืนรุ้ง หมายถึงการดูดซับ

ดูดซับการสร้างสรรค์ของฟ้าดินเพื่อยกระดับตนเอง

และหลังจากขอบเขตกลืนรุ้ง ก็คือระดับสูงสุดของทวีปหนานเทียน

ขอบเขตความว่างเปล่า

คำว่า 'ความว่างเปล่า' ก็มีความหมายแฝงอยู่ในตัว

ปราชญ์ในอดีตของทวีปหนานเทียนค้นพบว่า หลังจากขอบเขตกลืนรุ้ง ดูเหมือนจะได้สัมผัสกับแก่นแท้ของฟ้าดิน

และแก่นแท้นั้น ก็คือกฎเกณฑ์ฟ้าดิน

นี่คือรากฐานการดำเนินไปของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล

ร้อนหนาวผลัดเปลี่ยน ฤดูใบไม้ร่วงเก็บเกี่ยว ฤดูหนาวสะสมเสบียง

กฎเกณฑ์ฟ้าดิน คือกฎระเบียบพื้นฐานที่สุดของทุกสรรพสิ่ง

ผู้ฝึกตน ต้องหลอมรวมเข้ากับกฎเกณฑ์ฟ้าดิน

ทำความเข้าใจแก่นแท้ดั้งเดิมของกฎเกณฑ์ และนำกฎเกณฑ์ฟ้าดินมาใช้ เพื่อให้ความแข็งแกร่งของตนเองก้าวกระโดดไปอีกขั้น

"วิถีเก่าที่เจ้าฝึกฝน แม้จะมีความแตกต่างจากวิถีใหม่อย่างมาก แต่หากต้องการก้าวหน้า ก็หนีไม่พ้นการทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ฟ้าดิน

หลายครั้ง การพูดถึงการควบคุมกฎเกณฑ์ฟ้าดินดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่การจะเข้าใจอย่างถ่องแท้จนหลอมรวมได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

มีผู้คนมากมายที่ติดแหง็กอยู่หน้าประตูขอบเขตความว่างเปล่าไปชั่วชีวิต ไม่อาจก้าวข้ามไปได้

การฝึกฝนในวิถีใหม่ยังยากขนาดนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเจ้าที่ฝึกวิถีเก่า

ในช่วงเวลานี้ มีปัญหาอะไรถามข้าได้โดยตรง

แน่นอนว่า การยกระดับในวิถีเก่า เจ้าต้องพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก

สิ่งที่ข้าบอกเจ้าได้ ล้วนเป็นความรู้ความเข้าใจที่ได้จากวิถีใหม่ทั้งสิ้น"

ได้ยินดังนั้น เซินหานก็พยักหน้ารับ

เนื้อหาที่ท่านเจ้าสำนักหอซือซินสอนมีมากมาย ถึงขั้นวิเคราะห์โครงสร้างของระบบการฝึกตนทั้งหมดให้เซินหานฟังรอบหนึ่ง

รายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ถูกอธิบายให้เซินหานฟังอย่างละเอียด

ผู้ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตความว่างเปล่าได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา

และไม่มีทางที่จะมาถึงจุดนี้ได้ด้วยโชคช่วย

วิถีใหม่และวิถีเก่ามีความแตกต่างกันหลายจุด เซินหานจึงนำข้อสงสัยของตัวเองมาสอบถามทั้งหมด

เพื่อนำไปต่อยอดความคิด

ผ่านการบรรยายมาหลายวัน คำชี้แนะของท่านเจ้าสำนักหอซือซิน ทำให้เซินหานได้รับแรงบันดาลใจบางอย่าง

ภายในหอตำรา ท่านเจ้าสำนักหอซือซินไปพักผ่อนแล้ว

เซินหานนั่งขัดสมาธิอยู่เพียงลำพัง ครุ่นคิดถึงข้อสงสัยในใจ

ก่อนหน้านี้ เซินหานเข้าใจมาตลอดว่าการรู้แจ้งในพลังแห่งกฎเกณฑ์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา

คือการบรรลุฉับพลัน แล้วก็เหาะเหินเดินอากาศได้เลย

แต่จากการฟังท่านเจ้าสำนักหอซือซิน ดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น

แม้แต่ในวิถีใหม่ ก็ยังเป็นกระบวนการของการสั่งสม

หากต้องการฝ่าด่านเข้าสู่ขอบเขตความว่างเปล่า ผู้ฝึกตนในวิถีใหม่ก็ต้องค่อยๆ หลอมรวมเข้ากับกฎเกณฑ์ฟ้าดินทีละก้าว

ไม่ใช่ว่าจู่ๆ วันดีคืนดี ก็ก้าวข้ามไปได้สำเร็จในทันที

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 730 - เซินหานไม่สร้างประโยชน์ให้เมืองเบญจเซียน?

คัดลอกลิงก์แล้ว