เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 640 - ลองพบดูเถอะ พวกนางจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง

บทที่ 640 - ลองพบดูเถอะ พวกนางจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง

บทที่ 640 - ลองพบดูเถอะ พวกนางจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง


บทที่ 640 - ลองพบดูเถอะ พวกนางจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง

★★★★★

ในเมืองเบญจเซียน ผู้ที่ปลดพันธนาการได้ถึงแปดด่าน ปัจจุบันมีเพียงสองท่านเท่านั้น

ท่านหนึ่งคือผู้อาวุโสของสำนัก อีกท่านหนึ่งคือท่านประมุขเมืองเบญจเซียนคนปัจจุบัน

ในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ ยังไม่มีใครทำได้ถึงระดับนี้แม้แต่คนเดียว

ซ่งเสี่ยวเตี๋ยและซ่งเสี่ยวปิงอยู่มานาน ย่อมรู้เรื่องพวกนี้ดี

หลายคนกล่าวกันว่า อัจฉริยะระดับท็อปที่ปลดพันธนาการแปดด่านนั้น ประมาณแปดสิบปีถึงจะปรากฏตัวสักคน

แม้จะเป็นกฎเกณฑ์ที่พูดกันปากต่อปาก แต่ความเป็นจริงก็คือ อัจฉริยะแปดด่านนั้นหาได้ยากยิ่งดั่งขนหงส์เขากิเลน

สองพี่น้องไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า จะมีวันที่ตัวเองก้าวมาถึงจุดนี้ได้

"ท่านพี่ บางทีพวกเราอาจจะมีโอกาสได้กลับตระกูลก็ได้นะ

ตอนนี้พวกเราปลดได้แปดด่านแล้ว พวกเราไม่ได้ด้อยไปกว่าคนพวกนั้นเลย"

ซ่งเสี่ยวปิงพูดเสียงเบา

ได้ยินดังนั้น ซ่งเสี่ยวเตี๋ยดึงน้องสาวเข้ามากอดแน่น

"หน้าที่หลักของพวกเราตอนนี้คือตั้งใจฝึกฝน เรื่องอื่นอย่าเพิ่งไปคิดฟุ้งซ่าน

เรื่องกลับตระกูล เอาไว้ค่อยว่ากันทีหลัง"

ใกล้จะถึงยามเฉินแล้ว สองพี่น้องนั่งกอดกันในลานบ้าน เฝ้ารอแสงแรกของวัน

ฟ้าสว่างแล้ว

ทุกสิ่งรอบกายดูชัดเจนแจ่มแจ้ง ถนนหนทางนอกลานบ้าน แม้แต่ก้อนหินเล็กๆ แต่ละก้อน ก็ดูเหมือนจะมองเห็นได้ทะลุปรุโปร่ง

เมื่อปลดพันธนาการได้แปดด่าน เส้นทางข้างหน้าก็ดูเหมือนจะราบเรียบกว้างไกลขึ้นทันตา

"ท่านพี่ ท่านผู้อาวุโสได้สั่งความอะไรไว้บ้างไหม?

มีอะไรที่ทำได้ หรือห้ามทำบ้างหรือเปล่า?"

ซ่งเสี่ยวเตี๋ยส่ายหน้า

ตลอดกระบวนการ "ท่านผู้อาวุโส" พูดกับนางแค่ประโยคเดียว

"นอนลง"

มีแค่นี้จริงๆ...

ซ่งเสี่ยวปิงจึงถ่ายทอดคำพูดที่นางได้รับมาให้พี่สาวฟัง

"ครั้งนี้ท่านผู้อาวุโสดูเหมือนจะเหนื่อยมาก หลังฝังเข็มเสร็จ ท่านก็พูดกับข้าไม่กี่คำ

ท่านบอกว่าถ้ามีเรื่องอะไรให้ไปหาศิษย์พี่เซิน

และถ้าท่านมีเรื่องอะไรจะสั่ง ก็จะฝากศิษย์พี่เซินมาบอกพวกเรา"

พอได้ยินชื่อเซินหาน คิ้วสวยของซ่งเสี่ยวเตี๋ยก็ขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว

"เสี่ยวปิง เจ้าสึกไหมว่า ท่านผู้อาวุโสกับศิษย์พี่เซิน มีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง?"

"คล้ายหรือ?

ท่านพี่อย่าบอกนะว่า ท่านสงสัยว่าศิษย์พี่เซินปลอมตัวมาเป็นท่านผู้อาวุโส?

ท่านพี่... ท่านคิดว่าเป็นไปได้หรือ?"

ซ่งเสี่ยวปิงทำหน้าเอือมระอา

ปฏิกิริยาของน้องสาว ทำให้ซ่งเสี่ยวเตี๋ยรู้สึกว่าตัวเองคิดมากไปเองจริงๆ

ทำไมถึงมีความคิดบ้าๆ แบบนั้นโผล่ขึ้นมาได้นะ

"พวกเรารีบปรับพื้นฐานร่างกายให้มั่นคงก่อนเถอะ พันธนาการที่เพิ่งปลดออก ต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคย"

ซ่งเสี่ยวปิงพยักหน้าเห็นด้วย

เมื่อพรสวรรค์และศักยภาพสูงขึ้น ความกระตือรือร้นในการฝึกฝนก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

เหมือนเด็กนักเรียนที่เรียนเก่ง ก็ยิ่งสนุกกับการเรียน

หลังจากพรสวรรค์เพิ่มขึ้น การฝึกฝนก็เห็นผลทันตา

ยิ่งเห็นผล ก็ยิ่งขยัน

เมื่อก่อนซ่งเสี่ยวเตี๋ยต้องคอยเคี่ยวเข็ญน้องสาวให้ฝึก แต่ตอนนี้ ซ่งเสี่ยวปิงกลับมีความรู้ตัวและขยันขันแข็งขึ้นมาก

ระหว่างวัน ทั้งสองกินอาหารง่ายๆ พอประทังความหิว

"ท่านพี่ พวกเราไปหาศิษย์พี่เซินกันไหม อย่างน้อยก็ควรไปขอบคุณเขา

วาสนาครั้งนี้ ล้วนเป็นเขาที่มอบให้เรา"

ซ่งเสี่ยวเตี๋ยยิ้มบางๆ

"พี่สาวเจ้าจะดูดายขนาดนั้นเชียวหรือ?

ข้าถามศิษย์พี่เซินไปแล้ว วันนี้เหล่าผู้อาวุโสเรียกเขาไปพบ น่าจะยุ่งทั้งวัน

อย่างเร็วที่สุด พรุ่งนี้เขาถึงจะว่างมาหาเรา"

เมื่อรู้ดังนั้น สองพี่น้องจึงกลับไปตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนต่อ

พูดตามตรง จู่ๆ ก็ปลดพันธนาการเพิ่มขึ้นมาอีกหลายด่าน

พวกนางไม่ค่อยชินเอาเสียเลย

ผลประโยชน์จากการปลดพันธนาการที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่การบวกเลขธรรมดา

เมื่อก่อนฝึกแทบตายกว่าระดับจะขยับสักนิด แต่ตอนนี้ ฝึกแค่วันเดียว ก็สัมผัสได้ถึงความก้าวหน้าอย่างชัดเจน

จุดเด่นที่สุดของวิถีใหม่ คือความรวดเร็วในการพัฒนา

แต่ความจริงก็คือ หากไร้ซึ่งพรสวรรค์ ความเร็วนั้นก็มีขีดจำกัด

ไม่ว่าจะวิถีเก่าหรือวิถีใหม่ พรสวรรค์คือสิ่งสำคัญที่สุด

ยิ่งในวิถีใหม่ ก่อนจะถึงจุดสูงสุดของขอบเขตต้งเทียน พรสวรรค์ยิ่งมีบทบาทสำคัญ

ก่อนถึงจุดสูงสุด แทบจะไม่มีคอขวดใดๆ ขวางกั้น

ขอแค่ขยันหมั่นเพียร ก็ก้าวหน้าได้เรื่อยๆ

ยิ่งปลดพันธนาการได้มากเท่าไหร่ การชักนำอานุภาพฟ้าดินก็ยิ่งง่ายดายขึ้นเท่านั้น

ความเร็วในการพัฒนาก็ยิ่งทวีคูณ

เมื่อก่อน สองพี่น้องตระกูลซ่งไม่รู้ว่าไอ้คำว่า "เร็ว" มันเร็วแค่ไหน

วันนี้เมื่อปลดได้แปดด่าน พวกนางถึงได้สัมผัสกับมันจริงๆ

หนึ่งวันหนึ่งคืน

จนฟ้าสางอีกครั้ง ทั้งสองถึงหยุดพักการฝึกฝน

หลังจากส่งกระแสเสียงคุยกับเซินหาน ทราบว่าเขาจะมาหาตอนเที่ยง

พวกนางอยากจะไปเยี่ยมเซินหานที่เรือนพัก

แต่เขตที่พักของเซินหาน เป็นเขตหวงห้ามที่พวกนางเข้าไปไม่ได้

สถานที่นัดพบจึงยังคงเป็นเรือนน้อยของพวกนาง

ใกล้เที่ยง สองพี่น้องลงมือทำอาหารเตรียมไว้รอ

นอกจากเซินหานแล้ว คงไม่มีใครมีวาสนาได้กินฝีมือของสองสาวงามนี้

เมื่อเซินหานเดินเข้ามาในลานบ้าน สองพี่น้องก็รีบออกมาต้อนรับ

เห็นรอยยิ้มเปื้อนหน้าของทั้งคู่ เซินหานก็ยิ้มตอบ

"ดูท่าทางศิษย์พี่ซ่งทั้งสองจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ท่านผู้อาวุโสคงไม่ทำให้ผิดหวังสินะ"

"ท่านผู้อาวุโสเปรียบประดุจเทพเดินดิน ข้ากับเสี่ยวปิงได้รับวาสนาจากท่าน ผลลัพธ์ย่อมมากมายมหาศาล

แต่ทั้งหมดนี้ ต้องขอบคุณศิษย์พี่เซิน ถ้าไม่ใช่ท่าน พวกเราคงไม่มีโอกาสได้แตะต้องวาสนานี้

เสี่ยวปิงบอกข้าแล้ว ว่าท่านผู้อาวุโสไว้ใจท่านมาก

ศิษย์พี่เซินมีท่านผู้อาวุโสคอยหนุนหลัง อนาคตต้องรุ่งโรจน์ไร้ขีดจำกัดแน่นอน"

สองสาวพูดจาเอาอกเอาใจ สรรหาคำหวานมาเยินยอ

พวกนางอยากจะมอบของขวัญตอบแทนเซินหาน แต่คิดไปคิดมา ในมือพวกนางไม่มีของล้ำค่าอะไรเลย

คุยกันไป ทั้งสามก็นั่งลงที่โต๊ะอาหาร

"เมื่อวานหลังฝังเข็มเสร็จ ท่านผู้อาวุโสบอกว่ามีอะไรจะให้ศิษย์พี่เซินมาแจ้งพวกเรา

ไม่ทราบว่า ท่านผู้อาวุโสมีคำสั่งอะไรหรือ?"

ซ่งเสี่ยวปิงมองเซินหาน ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

เซินหานพยักหน้ารับ

"วันนี้ที่มา ก็ตั้งใจจะมาคุยเรื่องนี้กับพวกเจ้า

ท่านผู้อาวุโสช่วยยกระดับพรสวรรค์ให้ ไม่ใช่แค่เพื่อช่วยพวกเจ้าเฉยๆ

แต่ก็วางใจได้ ท่านไม่ได้ต้องการอะไรจากพวกเราที่เป็นเด็กรุ่นหลัง

ข้ามีความสนิทสนมกับผู้อาวุโสซือจื้ออยู่บ้าง ท่านผู้อาวุโสจึงให้ข้าเป็นสะพานเชื่อม ให้พวกเจ้าฝากตัวเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสซือจื้อ เพื่อฝึกฝนพัฒนาตนเอง

ท่านผู้อาวุโสอยากรู้ว่า คนที่ได้รับการยกระดับพรสวรรค์ด้วยวิธีการของท่าน จะมีความแตกต่างจากอัจฉริยะที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ตามธรรมชาติหรือไม่"

ได้ยินดังนั้น สองพี่น้องยังคงยิ้มแย้ม

พวกนางฟังออกว่า ท่านผู้อาวุโสกำลังใช้พวกนางเป็นหนูทดลอง

แต่การได้เป็นหนูทดลองแบบนี้ ก็นับเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่แล้ว

พวกนางไม่ใช่คนโง่ ที่จะคิดเล็กคิดน้อยว่าท่านผู้อาวุโสเอาเปรียบ

การที่ช่วยให้พวกนางปลดพันธนาการได้ถึงแปดด่าน จะเรียกว่าเป็นพ่อแม่บังเกิดเกล้าคนที่สองก็ยังไม่เกินเลย

แถมยังแค่ให้เป็นหนูทดลอง

ข้อเรียกร้องก็แค่ให้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ผู้อาวุโส

มองในมุมนี้ ท่านผู้อาวุโสแทบจะไม่ได้เรียกร้องอะไรจากพวกนางเลยด้วยซ้ำ

ได้ยินเซินหานพูดเช่นนี้ สองพี่น้องย่อมไม่ปฏิเสธ

"ข้ากับเสี่ยวปิง ยินดีทำตามคำสั่งท่านผู้อาวุโสทุกประการ

รบกวนศิษย์พี่เซินช่วยพูดกับผู้อาวุโสซือจื้อให้หน่อย ให้ท่านรับพวกเราเข้าสังกัดด้วย"

เซินหานหัวเราะ

"พวกเจ้าตอนนี้เป็นอัจฉริยะที่ปลดพันธนาการแปดด่าน ไม่จำเป็นต้องให้ข้าช่วยพูดดีอะไรหรอก แค่เอ่ยชื่อไปนิดเดียว เรื่องนี้ก็สำเร็จแล้ว

เพียงแต่ ศิษย์พี่ทั้งสองต้องคิดให้ดี ว่าจะปิดบังตัวตนของท่านผู้อาวุโสอย่างไร

เกี่ยวกับพรสวรรค์ของตัวเอง ทางที่ดีที่สุดคือบอกว่าการตรวจสอบในอดีตมีความผิดพลาด"

เซินหานให้คำแนะนำเรื่องข้ออ้างในการปกปิดความลับ

การปิดบังเรื่องการยกระดับพรสวรรค์ ดีกว่าการหาข้อแก้ตัวร้อยแปดพันเก้า

คนอื่นถ้ารู้ว่าพันธนาการของพวกนางถูกปลดออกในภายหลัง จะต้องเกิดความสงสัยและตามสืบแน่นอน

การปลดพันธนาการภายหลัง ในทวีปหนานเทียนมีแค่วิธีไม่กี่อย่าง

แต่ละวิธี ล้วนต้องใช้ของล้ำค่าหายากยิ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น การปลดภายหลังแบบนี้

ไม่เคยมีใครทำได้ถึงด่านที่แปด

แค่คนอื่นได้ยินข่าวนี้ ก็คงคลุ้มคลั่งกันแล้ว

ซ่งเสี่ยวเตี๋ยเดิมทีคิดจะโกหกว่าไปกินผลไม้ประหลาดมา แล้วก็กลายเป็นแบบนี้

แต่ถ้าพูดแบบนั้นออกไป เซินหานเกรงว่าต้นไม้ใบหญ้ารอบเมืองเบญจเซียน

คงโดนคนขุดรากถอนโคนขึ้นมาเคี้ยวกินจนเหี้ยนเตียนแน่

ทั้งสามตกลงกันเรื่องข้ออ้างเรียบร้อย

เรื่องพรสวรรค์ของสองพี่น้องตระกูลซ่ง ให้ยืนกรานว่าเป็นเพราะการตรวจสอบตอนแรกผิดพลาด

ด้วยพรสวรรค์ระดับแปดด่าน คนอื่นคงไม่คิดไปในทางอื่น

อย่างที่เซินหานบอก ในทวีปหนานเทียนตอนนี้ ไม่มีใครใช้พลังภายนอกปลดพันธนาการได้ถึงแปดด่าน

เมื่อไม่มีกรณีตัวอย่าง ก็ไม่มีใครคิดไปถึงจุดนั้น

การไม่พูดถึงเลย คือการปกปิดที่ดีที่สุด

เมื่อตกลงกันเสร็จ เซินหานก็ออกจากเรือนพัก มุ่งหน้าไปยังจวนของผู้อาวุโสซือจื้อ

เตรียมจะไปคุยกับเขาเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องเป็นราว

ตนเองทำให้พวกเขาเสียถังเฉินหยาง อัจฉริยะเจ็ดด่านไปหนึ่งคน

ตอนนี้คืนอัจฉริยะแปดด่านให้สองคน น่าจะพอชดเชยกันได้กระมัง

เมื่อไปถึงหน้าจวน บ่าวรับใช้รีบเข้าไปรายงาน

พอรู้ว่าเป็นเซินหาน ผู้อาวุโสซือจื้อก็สั่งให้พาเข้ามาทันที

"วันหน้าถ้าจะมาหาเล่าฟู ก็เดินเข้ามาได้เลย ไม่ต้องให้คนรายงาน

แม้จะไม่ได้กราบไหว้เป็นอาจารย์อย่างเป็นทางการ แต่เจ้าก็ถือเป็นศิษย์สายตรงในความดูแลของเล่าฟู"

วันนั้นท่านรองประมุขสั่งปลดตำแหน่งศิษย์สายตรงของเซินหาน แต่ผู้อาวุโสซือจื้อดูเหมือนจะแอบขัดคำสั่งกลายๆ

"ว่ามาสิ มีเรื่องอะไร

เจ้าเด็กคนนี้ปกติชอบเก็บตัวฝึกคนเดียว นานๆ ทีจะมาหาเล่าฟูสักครั้ง

เจออุปสรรคอะไรหรือ?"

ได้ยินคำถาม เซินหานยิ้มแล้วส่ายหน้า

"อุปสรรคไม่มีขอรับ แต่มีเรื่องดีมานำเสนอ

มีศิษย์ที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมสองคน หากผู้อาวุโสซือจื้อได้พบ รับรองต้องพอใจแน่นอน"

ได้ยินดังนั้น ผู้อาวุโสซือจื้อยิ้มอย่างเอ็นดู แต่ไม่ได้ใส่ใจจริงจังนัก

"เรื่องเฟ้นหาลูกศิษย์ เป็นหน้าที่ของพวกตาแก่อย่างพวกเรา เจ้ามีหน้าที่แค่ตั้งใจฝึกฝนก็พอ

ไม่ต้องมาเสียสมาธิกับเรื่องพวกนี้หรอก"

"ผู้อาวุโสซือจื้อ ท่านลองพบพวกนางดูเถอะขอรับ พวกนางจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน"

เซินหานยืนกราน

จังหวะนั้นเอง ท่านรองประมุขและท่านเจ้าสำนักซือซินก็เดินเข้ามาพอดี

เมื่อเห็นเซินหานอยู่ที่นั่น คิ้วของท่านรองประมุขก็ขมวดมุ่นเข้าหากันทันที

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 640 - ลองพบดูเถอะ พวกนางจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง

คัดลอกลิงก์แล้ว