- หน้าแรก
- ข้าจะไม่ยอมเป็นหมากให้ใครเดิน
- บทที่ 360 - คำถามคาใจของท่านอาจารย์ใหญ่ซานไห่
บทที่ 360 - คำถามคาใจของท่านอาจารย์ใหญ่ซานไห่
บทที่ 360 - คำถามคาใจของท่านอาจารย์ใหญ่ซานไห่
บทที่ 360 - คำถามคาใจของท่านอาจารย์ใหญ่ซานไห่
★★★★★
หากต้องรอให้เซินหานอายุครบสามสิบปี ก็ปาเข้าไปเกือบสิบปี
ในเมื่อตอนนี้องค์เหนือหัวแห่งต้าเว่ยเริ่มไม่วางใจตระกูลเซินแล้ว จะยอมปล่อยให้ตระกูลเซินซ่อนเขี้ยวเล็บต่อไปอีกตั้งสิบปีได้อย่างไร
สายพระเนตรขององค์เหนือหัวจับจ้องไปที่เซินหาน
พระองค์ไม่อยากทิ้งโอกาสนี้ แต่ก็ขาดความมั่นใจในตัวเซินหานไปบ้าง
การจะเอาชนะเซินเยี่ยในการประลอง ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ
ทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พระขนงขององค์เหนือหัวก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะมองไปที่เซินชิงซาน
"เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ในเมื่อเซินเยี่ยอายุมากกว่า ได้เปรียบอยู่บ้าง ก็กำหนดข้อจำกัดบางอย่างให้เขา
แล้วค่อยให้ทั้งสองประลองกัน ทุกท่านเห็นว่าอย่างไร"
องค์เหนือหัวโยนคำถามไปให้เหล่าขุนนาง ไม่ได้เจาะจงถามเซินชิงซาน
แต่เซินชิงซานกลับไม่ลังเล รีบรับคำทันที
"สมัยฝ่าบาทยังทรงเป็นองค์ชาย แม้พระชนมายุจะน้อยกว่า แต่ก็ยังทรงเอาชนะพระเชษฐาหลายพระองค์ได้
อายุอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่หากเป็นผู้มีปรีชาสามารถดั่งเช่นฝ่าบาทในอดีต ไยจะต้องถูกจำกัดด้วยเรื่องอายุ
หากเจ้าหนูเซินหานมีฝีมือจริง ต่อให้อายุน้อยกว่าสักไม่กี่ปี ก็ย่อมเอาชนะพี่ชายของเขาได้
หากมีการต่อให้ สุดท้ายพี่น้องตัดสินแพ้ชนะกัน ในใจคงจะยังมีความไม่ยอมรับซึ่งกันและกันอยู่"
คำพูดร่ายยาวเหยียด ทำเอาองค์เหนือหัวฟังแล้วถึงกับคิ้วกระตุก
ผ่านไปครู่ใหญ่ พระองค์ถึงหันพระพักตร์ไปมองเซินหาน สักพักดูเหมือนจะตัดสินพระทัยได้
"ถ้าเช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านแม่ทัพเซินว่า ให้เด็กทั้งสองประลองกัน
ใช้การประลองตัดสินหาผู้มีความสามารถ เช่นนี้ถึงจะคู่ควรแก่การสืบทอดบรรดาศักดิ์ชั้นโหวของตระกูลเซิน"
ตรัสจบ องค์เหนือหัวก็เริ่มถามถึงเวลาประลอง
เซินชิงซานเสนอให้จัดในอีกสองเดือนข้างหน้า การประเมินผลงานประจำปีของตระกูลเซินในปีนี้ยังไม่ได้จัดขึ้น
ถือโอกาสนี้ ให้ทั้งสองได้ประลองฝีมือกันเสียเลย
เมื่อตกลงกันได้ ธุระสำคัญในวันนี้ก็ถือว่าเสร็จสิ้น
ทรัพยากรที่ได้รับรางวัล เซินหานเก็บเข้าแหวนมิติของตนจนหมด
รอให้มีเวลาว่าง ค่อยเอาไปให้ท่านผู้นำตระกูลอวิ๋น ขอให้ช่วยปรุงยาให้
เมื่องานปูนบำเหน็จจบลง เซินหานกับท่านอาจารย์ใหญ่เทียนอีก็กลับสำนักศึกษา
ก่อนกลับ เขายังคงรักษามารยาทคำนับองค์เหนือหัว รอจนคนตระกูลเซินทั้งสามเดินจากไป เซินหานถึงค่อยเลิกทำความเคารพ
ถือว่าหาข้ออ้าง ไม่ต้องไปคำนับคนตระกูลเซินทั้งสาม
บนรถม้าขากลับ ท่านอาจารย์ใหญ่เทียนอีมองเซินหานด้วยความกังวล
"ฝ่าบาททรงใจร้อนเกินไปแล้ว จะไปรับปากเรื่องการประลองระหว่างเจ้ากับเซินเยี่ยได้อย่างไร
ถ้าแพ้ขึ้นมา บรรดาศักดิ์ชั้นโหวที่ไม่ลดระดับนั่น มิกลายเป็นตกไปถึงมือเซินเยี่ยหรือ
แบบนี้เท่ากับว่ารางวัลที่ได้มา สูญเปล่าไปให้คนอื่นฟรีๆ"
ท่านอาจารย์ใหญ่บ่นอุบ แต่เซินหานกลับเข้าใจความลำบากใจขององค์เหนือหัว
"ฝ่าบาทคงไม่อยากให้เรื่องยืดเยื้อจนเกิดปัญหา
หากปล่อยเวลาล่วงเลยไป ไม่รู้จะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ตอนนี้ท่านผู้เฒ่าเซินและพรรคพวกเริ่มแสดงท่าทีต่อต้านกลายๆ
ในกองทัพฝั่งตะวันออก ราชโองการของฝ่าบาทแทบจะไม่มีความหมายเท่าคำสั่งของคนตระกูลเซิน
ฝ่าบาทคงไม่อยากปล่อยให้ตระกูลเซินซ่อนเขี้ยวเล็บต่อไปอีก
อีกอย่าง ข้าเอาชนะจู้หมิงเซียงในงานประลองสิบอาณาจักรได้
บางทีจุดนี้ อาจทำให้ฝ่าบาทมั่นใจในตัวข้าขึ้นมาบ้าง..."
เซินหานยิ้มบางๆ เทียบกับท่านอาจารย์ใหญ่แล้ว เซินหานกลับมีความมั่นใจมากกว่า
การที่เขาสามารถเอาชนะจู้หมิงเซียงแห่งแคว้นเยี่ยนได้ ก็แสดงว่ามีพลังพอจะต่อกรกับเซินเยี่ยได้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ในมือเขายังมีวิชาลึกลับอย่าง "เคล็ดวิชาเสินยวน"
บวกกับความช่วยเหลือจาก "เคล็ดวิชาพลังไม่สิ้นสูญ" หากเขาใช้เสินยวน-ลิ่ว (ระดับหก) ก็น่าจะไม่มีปัญหา
ระดับพลังก็จะก้าวกระโดดจากระดับห้าขั้นกึ่งก้าว เข้าสู่ระดับห้าขั้นผลสัมฤทธิ์ในชั่วพริบตา
เซินหานในตอนนี้ ไม่เกรงกลัวเซินเยี่ยจริงๆ
ใบหน้าของท่านอาจารย์ใหญ่ฉายแววลังเล ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "หรือจะไปหาท่านอ๋องชิงหยวน ให้ท่านช่วยทูลฝ่าบาทให้ยกเลิกการประลอง..."
"วาจากษัตริย์ ตรัสแล้วไม่คืนคำ จะยกเลิกได้ง่ายๆ อย่างไร
ท่านอาจารย์ใหญ่ไม่ต้องกังวล ยังมีเวลาอีกหลายวัน ข้าจะตั้งใจฝึกฝน
เขา... ก็ใช่ว่าจะชนะข้าได้เสมอไป"
เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของเซินหาน ท่านอาจารย์ใหญ่ก็ไม่อยากขัด เพียงแต่ในใจลึกๆ ก็ยังอดห่วงไม่ได้
หลังงานปูนบำเหน็จครั้งนี้ ชื่อเสียงของเซินหานในเมืองหลวงก็ยิ่งโด่งดัง
บวกกับตำนานชีวิตของเซินหาน ยิ่งถูกเล่าลือกันไปทั่ว
ตอนที่มาเมืองหลวงใหม่ๆ แม้แต่ในสำนักศึกษาเทียนอี หลายคนยังคิดว่าเซินหานเข้ามาได้เพราะเส้นสายของท่านอ๋องชิงหยวน
เซินหานในตอนนั้น แทบไม่มีใครเห็นอยู่ในสายตา
แต่วันเวลาผ่านไป เซินหานเริ่มเผยเขี้ยวเล็บให้เห็นทีละน้อย
การต่อสู้กับซูจินอวี่ งานประลองระหว่างสำนักศึกษา งานประลองสิบอาณาจักร...
ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่เขาพิสูจน์ให้เห็นถึงพรสวรรค์และศักยภาพ
เรื่องราวเหล่านี้ ถูกนักเล่านิทานนำไปเผยแพร่ ผู้ฟังต่างก็รู้สึกสนุกสนาน
ตอนนี้มีข่าวลือออกมาจากในวังอีกว่า เซินหานจะต้องประลองกับพี่ชายอย่างเซินเยี่ย
ผู้ชนะ จะได้สืบทอดบรรดาศักดิ์ชั้นโหวของตระกูลเซิน
ชั่วขณะหนึ่ง ชาวบ้านร้านตลาดในต้าเว่ยต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด
ในหมู่ประชาชน แม้คนเชียร์เซินหานจะมีมากกว่า แต่เซินเยี่ยก็สร้างชื่อมานาน ฉายายอดคนแห่งยุคของเขาก็ครองมาหลายปี
แถมยังอายุมากกว่าหลายปี
เชียร์เซินหานก็ส่วนเชียร์ แต่ในใจลึกๆ หลายคนยังคิดว่าโอกาสชนะของเซินเยี่ยมีมากกว่า
ณ สำนักศึกษาซานไห่
นี่เป็นครั้งที่สี่แล้วในรอบไม่กี่วันที่ท่านอาจารย์ใหญ่ซานไห่ส่งคนไปเชิญลั่วจู่เฉินมาพบ
ในที่สุดยามพลบค่ำ ลั่วจู่เฉินก็โผล่มา
"การจะขอพบท่านอาจารย์ลั่วสักครั้ง ช่างยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ
ถ้ายังเชิญตัวไม่ได้อีก ข้าคงต้องไปคารวะท่านอาจารย์ลั่วด้วยตัวเองเสียแล้ว"
คำพูดนี้แม้จะดูราบเรียบ แต่ใครฟังก็สัมผัสได้ถึงความไม่พอใจของท่านอาจารย์ใหญ่ซานไห่
ลั่วจู่เฉินได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มเจื่อนๆ เชิงขออภัย
"ท่านอาจารย์ใหญ่โปรดอย่ากล่าวเช่นนั้น ลั่วคนนี้แค่มีธุระปะปังมากมาย ช่วงนี้เด็กเซินเยี่ยก็กำลังเก็บตัวฝึกหนัก ต้องการคำชี้แนะดูแล ข้าเลยปลีกตัวมาไม่ได้จริงๆ"
อ้างเหตุผลไปเรื่อย ท่านอาจารย์ใหญ่ซานไห่ได้แต่โบกมือปัด
ปากพูดแบบนั้น แต่ความจริงไปมุดหัวทำอะไรอยู่ ใครจะไปรู้
"รู้ไหมว่าวันนี้ที่เชิญเจ้ามา เพราะเรื่องอะไร?"
ลั่วจู่เฉินไม่อยากเดา ส่ายหน้าดื้อๆ
"วันนี้ในวังหลวง มีพิธีปูนบำเหน็จรางวัลงานประลองสิบอาณาจักร ได้ยินข่าวบ้างไหม?"
ท่านอาจารย์ใหญ่ซานไห่ถามรวดเดียวสองประโยค แต่ลั่วจู่เฉินยังคงแสร้งทำไขสือ ส่ายหน้า
"ไม่รู้... งั้นข้าจะเล่าให้ฟัง
งานประลองสิบอาณาจักรครั้งนี้ ศิษย์ต้าเว่ยแทบจะพ่ายแพ้ยับเยิน ศิษย์สำนักศึกษาซานไห่ของข้าหลายคนที่เป็นตัวแทนต้าเว่ยไปสู้กับอัจฉริยะแคว้นฉีและแคว้นเยี่ยน
เจ้าน่าจะรู้ผลลัพธ์ดีใช่ไหม?
ชนะมาได้แค่คนเดียว มีศิษย์หลายคนไม่ใช่แค่แพ้ แต่แพ้อย่างน่าเกลียด รับกระบวนท่าคู่ต่อสู้ไม่ได้แม้แต่ท่าเดียว"
ระหว่างที่ฟัง ลั่วจู่เฉินก็ทำท่าทางเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ "ท่านอาจารย์ใหญ่จะพูดเรื่องนี้นี่เอง เรื่องพวกนี้ข้าก็พอรู้อยู่บ้าง
ได้แต่บอกว่าคนรุ่นหลังแย่ลงทุกที สมัยพวกเรา แคว้นฉี แคว้นเยี่ยน สู้ได้สักสองสามรอบก็ถือว่าเก่งมากแล้ว"
วาจาของลั่วจู่เฉิน เห็นได้ชัดว่าพยายามเลี่ยงไม่พูดถึงเซินหาน
แต่เขาเลี่ยง ท่านอาจารย์ใหญ่ซานไห่กลับต้องการจะพูด
"ไม่ต้องมาทำเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง สิ่งที่ข้าจะพูด เจ้าน่าจะรู้อยู่แก่ใจ มันเกี่ยวกับเรื่องของเซินหาน"
[จบแล้ว]