- หน้าแรก
- ข้าจะไม่ยอมเป็นหมากให้ใครเดิน
- บทที่ 260 - เราควรจะผูกมิตรกับเซินหานบ้างหรือไม่
บทที่ 260 - เราควรจะผูกมิตรกับเซินหานบ้างหรือไม่
บทที่ 260 - เราควรจะผูกมิตรกับเซินหานบ้างหรือไม่
บทที่ 260 - เราควรจะผูกมิตรกับเซินหานบ้างหรือไม่
★★★★★
นั่งอยู่บนรถม้า เซินชิงซานคิ้วขมวดมุ่น
เดิมทีแค่ไล่เซินหลิงหยงกลับไป เรื่องก็น่าจะจบง่ายๆ
แต่เซินหานจงใจเลือกเดินเกมแบบนี้ พูดกันตามตรง นี่ไม่ใช่การเล่นงานเซินหลิงหยงโดยเฉพาะ
แต่เป็นการเล่นงานตระกูลเซินทั้งตระกูล
"ท่านพ่อ พวกเราจะกลับไปแบบนี้จริงๆ หรือ?
ปล่อยให้เซินหานลอยนวลมีความสุขอยู่ที่นี่?"
เซินหลิงหยงที่นั่งอยู่บนรถม้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
ในการนำทัพจับศึก เซินหลิงหยงไม่ใช่คนดีแต่บ้าพลัง เขายังมีกลยุทธ์ในการวางแผนการรบที่แยบยล
แต่ในเมืองหลวง ที่นี่มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากกว่าในสนามรบเยอะ
เซินชิงซานมองดูเขาอย่างเอือมระอา "เจ้ารอง เจ้าไม่เหมาะกับการแก่งแย่งชิงดีในราชสำนักเลยจริงๆ
ตกอยู่ในสภาพนี้แล้ว ยังดูไม่ออกอีกรึว่าปัญหาของตัวเองอยู่ที่ไหน?
เบื้องหลังของกฎหมายและจารีต คือเงาของราชสำนักทั้งหมด
เจ้าละเลยกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แล้วยังกล้าพูดพล่อยๆ
นี่มันเท่ากับหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ
ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงตั้งกี่ตระกูล ใครบ้างไม่คิดถึงผลประโยชน์ตัวเอง การแก่งแย่งในราชสำนัก ก็เพื่อผลประโยชน์ของตระกูลทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?
แต่เจ้าเคยเห็นใครเอาเรื่องพวกนี้มาพูดป่าวประกาศในที่แจ้งไหม?
ที่นี่ไม่ใช่สนามรบชายแดน ไม่ใช่ที่ที่เจ้าอยากจะตบใครก็ตบได้"
เซินชิงซานไม่อยากพูดอะไรกับลูกชายคนรองมากความ
คนนิสัยอย่างเขา พูดไปก็ไม่เข้าใจ
"แต่ท่านพ่อ ยังไงข้าก็เป็นอาของมัน
เซินหานกล้าทำกับอาตัวเองแบบนี้ มันอกตัญญู!"
"ทำไมเจ้ายังฟังไม่เข้าใจอีก ความจงรักภักดีต้องมาก่อนความกตัญญู
คำพูดพล่อยๆ ของเจ้า ถูกตีตราว่าไม่จงรักภักดีไปแล้ว เจ้ายังจะเป็นอาของเขาอยู่อีกหรือ? เจ้ายังมีหน้าไปเป็นอาของเขาอีกหรือ?"
เห็นเซินหลิงหยงยังจะเถียง เซินชิงซานก็โบกมือตัดบท ให้เขาหุบปาก
เขาไม่อยากฟังแล้ว
สองพ่อลูกนั่งเงียบกันไปตลอดทาง จนกลับถึงจวนตระกูลเซินในเมืองอวิ๋นอัน
ตลอดทาง เซินชิงซานครุ่นคิดมาตลอด
การใช้ไม้แข็งกับเซินหาน การตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขา ดูเหมือนจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก
ตอนนี้เขายิ่งเติบโตเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งนำปัญหามาให้ตระกูลเซินมากเท่านั้น
พอกลับถึงจวน เซินชิงซานก็เรียกทุกคนมาประชุมทันที
ในห้องโถง เซินชิงซานนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานสูงสุดเพียงผู้เดียว
ฮูหยินผู้เฒ่านั่งอยู่ทางขวา ท่าทางเหมือนกลัวโดนด่า
"เรื่องเจ้ารองโดนปลดจากตำแหน่งแม่ทัพ พวกเจ้าคงรู้ข่าวกันหมดแล้ว
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ทางเมืองหลวงคงส่งคนมาเสียบแทนตำแหน่งที่ว่างลง
ไปเตือนพี่ใหญ่ของพวกเจ้า ให้เตรียมรับมือให้ดี"
เซินชิงซานพูดจบ กวาดตามองคนรอบข้าง แต่ละคนเอาแต่ก้มหน้าเงียบกริบ
คิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง
"หลายวันมานี้ ข้าเฝ้าคิดถึงปัญหาข้อหนึ่ง
เซินหานคนนี้ ยังไงก็เป็นลูกหลานตระกูลเซินของเรา ทำไมถึงได้เดินมาถึงจุดนี้?
พวกเจ้าบอกข้าหน่อยได้ไหม ว่ามันเป็นเพราะอะไรกันแน่?"
น้ำเสียงของเซินชิงซานราบเรียบ แต่ทุกคนรอบข้างกลับรู้สึกเหมือนพายุใหญ่กำลังจะมา
ถ้าพูดผิดหูแม้แต่นิดเดียว คงโดนด่าเปิงแน่
"เจ้าสาม เซินหานเป็นลูกของเจ้า เจ้าลองพูดมาสิ ว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้?"
ได้ยินดังนั้น สายตาของทุกคนก็พุ่งไปที่เซินหลิงเซิ่ง สายตาแฝงความเห็นใจ
คิดอยู่นาน เขาไม่ตอบ เซินชิงซานก็นั่งนิ่ง ไม่พูดอะไรสักคำ
ตั้งใจจะรอคำตอบจากเขาให้ได้
"ในความคิดของข้า เซินหานเป็นเด็กหัวรั้นโดยกมลสันดาน แถมยังชอบเก็บตัว ไม่สุงสิงกับพี่น้องในตระกูล
เรียกได้ว่านิสัยส่วนตัวเขามีปัญหาอย่างมาก
เรื่องถอนหมั้นกับซูจินอวี่ ตระกูลหวังให้เขาเสียสละ ในสายตาเขาอาจจะมองว่าเป็นการทำร้ายเขา
ก็เลยเกิดความแค้นเคืองต่อตระกูลเซิน
เด็กคนนั้น ขาดความสำนึกรู้คุณคนจริงๆ..."
เซินชิงซานฟังแล้ว สีหน้าไม่มีความเปลี่ยนแปลง
เพียงแค่ทวนคำพูดของเซินหลิงเซิ่งซ้ำ "หัวรั้นโดยกมลสันดาน ชอบเก็บตัว ไม่รู้จักบุญคุณ
ดูเหมือนทุกครั้งที่พูดถึงเซินหาน จะมีแต่คำวิจารณ์พวกนี้สินะ"
ในห้องโถงเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าปริปาก
นกนอกหน้าต่างยังเหมือนจะกลัวทำให้เซินชิงซานโกรธ บินไปเกาะกิ่งไม้ไกลลิบถึงจะกล้าร้อง
"ให้ข้าอธิบายให้พวกเจ้าฟังหน่อยเถอะ ว่าทำไมเซินหานถึงเกลียดตระกูลเซินขนาดนี้
ข้อหนึ่ง ข้าสืบรู้มาหมดแล้ว หลายปีมานี้เซินหานอยู่ในจวนตระกูลเซิน ทางจวนไม่เคยให้ทรัพยากรใดๆ แก่เขาเลย
แม้แต่อาหารการกิน เสื้อผ้ากันหนาว เซินหานต้องหาทางเอาเอง ต้องทำงานแลกเปลี่ยนในจวน
ตามคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่า นี่เรียกว่าการฝึกให้พึ่งพาตนเอง"
เซินชิงซานพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา สายตามองไปที่ฮูหยินผู้เฒ่า
เพราะแม่ของเซินหานหนีออกจากจวน นางจึงพาลเกลียดเซินหาน ถึงได้คิดข้ออ้างแบบนี้ขึ้นมา
"ท่านพี่ การพึ่งพาตนเอง ก็เป็นการฝึกฝนความสามารถในการอยู่รอดของเขา
ที่เขามีวันนี้ได้ ไม่แน่ว่าเป็นเพราะการฝึกฝนความสามารถในการพึ่งพาตนเองแบบนี้ก็ได้"
ฮูหยินผู้เฒ่ายังพยายามแก้ตัว
แต่เซินชิงซานทำเพียงแค่แค่นเสียงฮึ "อย่ามาพูดเรื่องพวกนี้กับข้า เจ้าไปพูดกับเซินหานสิ ดูว่าเขายอมรับไหมว่านี่คือบุญคุณ
ถ้าเขายอมรับ ข้าก็จะยอมรับ
ข้าจะสั่งให้บ่าวไพร่ในจวนเลิกฟังคำสั่งของเจ้า ฝึกความสามารถในการพึ่งพาตนเองของฮูหยินผู้เฒ่าบ้าง ดีไหม?"
สองประโยคนี้ทำเอาฮูหยินผู้เฒ่าเถียงไม่ออก
"พูดได้ว่า เราไม่มีบุญคุณอะไรต่อเซินหานเลย แล้วจะไปพูดเรื่องตอบแทนบุญคุณอะไร"
เซินชิงซานหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ
"ข้อสอง พวกเจ้าบอกว่าเซินหานนิสัยเก็บตัว ไม่ถูกกับลูกหลานคนอื่น
พวกเจ้าไม่ลองคิดดูบ้าง ผู้ใหญ่ทำตัวอย่างไร ผู้น้อยก็ทำตามอย่างนั้น พวกเจ้าที่เป็นผู้ใหญ่ไม่เอ็นดูเซินหาน แล้วหลานๆ คนอื่นจะไปญาติดีกับเขาหรือ?"
"ปัญหาที่สำคัญที่สุด ข้าจะอธิบายให้ฟัง
ทำไมผู้ใหญ่ตระกูลอื่นถึงตบตีลูกหลานได้ แล้วลูกหลานไม่โกรธแค้น
อย่าว่าแต่ตระกูลอื่นเลย ดูอย่างลูกหลานของเซินเล่ยสิ
เจ้ารองเจ้าไปตบตีมัน พูดจารุนแรงใส่มัน มันจะไปฟ้องร้องเจ้าที่ศาลไหม?
จะบีบเจ้าให้เข้าคุกไหม?
ไม่ เพราะมันต้องพึ่งพาตระกูลเซิน ตระกูลเซินคุ้มครองมันอยู่
การตบตีของเจ้า อาจจะเป็นแค่การเตือนสติ
แต่สำหรับเซินหาน ตระกูลเซินเราไม่เคยให้ความช่วยเหลือ แถมยังอยากให้เขาเสียสละเพื่อตระกูล
ร่างกายพิการ ชื่อเสียงป่นปี้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เซินหานรับไม่ได้
เขาคิดได้แล้วว่า ตระกูลเซินมีแต่จะให้โทษ ไม่เคยให้คุณ
ผู้สืบทอดตระกูลเซิน ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าเป็นเซินเยี่ย
เซินหาน แม้จะมีสายเลือดเดียวกับเรา แต่ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันเลยแม้แต่น้อย
เผลอๆ การทำให้ตระกูลเซินล่มจม อาจจะเป็นผลดีกับเซินหานมากกว่าด้วยซ้ำ"
เซินชิงซานร่ายยาวเหยียด เขาคิดทบทวนเรื่องนี้มานาน
จนมองเซินหานได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
"พวกเจ้าคิดว่า ที่ข้าพูดมามีตรงไหนผิดบ้าง?"
ในภาพรวม เซินชิงซานมักจะมองอะไรได้แม่นยำเสมอ
ทุกคนก้มหน้า ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็พยักหน้ายอมรับ
"ในเมื่อเห็นด้วยกับสิ่งที่ข้าพูด งั้นพวกเจ้าคิดว่า
เราควรจะผูกมิตรและผ่อนคลายความตึงเครียดกับเซินหานบ้างหรือไม่?"
[จบแล้ว]