- หน้าแรก
- ข้าจะไม่ยอมเป็นหมากให้ใครเดิน
- บทที่ 1 - ดึงคุณสมบัติส่วนเกิน สิ่งที่ยากจะเข้าใจ
บทที่ 1 - ดึงคุณสมบัติส่วนเกิน สิ่งที่ยากจะเข้าใจ
บทที่ 1 - ดึงคุณสมบัติส่วนเกิน สิ่งที่ยากจะเข้าใจ
บทที่ 1 - ดึงคุณสมบัติส่วนเกิน สิ่งที่ยากจะเข้าใจ
★★★★★
เซินหานลองนับวันเวลาดู เขาทะลุมิติเข้ามาอยู่ในจวนตระกูลเซินแห่งนี้ได้ครบหนึ่งปีพอดี
ตอนมาถึงใหม่ๆ เซินหานก็เคยฝันหวานว่าตัวเองจะเป็นคนเด็ดขาด ใครมารังแกต้องเอาคืนให้สาสม ไม่ยอมก้มหัวให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น
แต่ไม่นานเขาก็ต้องตื่นจากฝันแล้วยอมรับความจริงอันโหดร้าย ตัวตนใหม่ที่เขาเข้ามาสิงร่างนี้ เป็นเพียงลูกหลานที่ไม่มีใครรักใคร่ไยดี
อย่าว่าแต่จะไปจัดการใครเลย แค่ไปล่วงเกินผู้มีอำนาจในจวนเข้า วันรุ่งขึ้นชาวเมืองอวิ๋นอันคงได้ลือกันให้แซ่ดว่าคุณชายเซินหานป่วยตายกะทันหัน แล้วก็คงโดนห่อเสื่อไปฝังทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่งเป็นแน่
เวลานี้เซินหานกำลังหิ้วตะกร้าเครื่องมือปีนขึ้นไปซ่อมหลังคาจวน อีกครึ่งเดือนก็จะเข้าหน้าใบไม้ร่วงแล้ว รอบๆ จวนมีต้นไม้สูงใหญ่เต็มไปหมด กิ่งไม้แห้งที่ร่วงลงมามักจะทำเอากระเบื้องหลังคาแตกเสียหายอยู่บ่อยๆ
เขาเริ่มงานตั้งแต่ยามเฉิน กินหมั่นโถวสองลูกบนหลังคาเป็นมื้อเที่ยง กว่าจะได้พักก็ปาเข้าไปยามโหย่ว
เมื่อเสร็จงาน เซินหานก็จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเดินไปยังโรงครัวของจวนเพื่อกินมื้อเย็น
ใครไม่รู้คงนึกว่าเซินหานเป็นบ่าวรับใช้ แต่ความจริงแล้วเขาคือคุณชายห้าแห่งตระกูลเซิน หลานชายแท้ๆ ของท่านโหวเจ้าของจวน
ภายในโรงครัว เซินหานเดินไปนั่งที่ประจำของเขา บรรดาบ่าวไพร่รอบข้างต่างก็ไม่ได้ปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นเจ้านาย ต่างคนต่างกินดื่มกันไปตามปกติ
สายตาที่มองมายังเซินหาน บ้างก็สมเพชเวทนา บ้างก็เยาะเย้ยถากถาง
"เมื่อก่อนนะ ข้าคิดว่าคนที่ซวยที่สุดในโลกคือคุณชายเซินหานของเรา อุตส่าห์ได้เกิดมาในตระกูลเซิน เป็นถึงหลานท่านโหว แต่กลับโดนรังเกียจจนต้องมานั่งกินข้าวกับพวกบ่าวไพร่แบบนี้"
คนพูดคือสาวใช้ชื่อไฉ่เยี่ยน ช่วงนี้ฮูหยินรองเอ็นดูนางเป็นพิเศษ นางเลยกล้าปากพล่อยมากกว่าเดิม
สาวใช้และบ่าวคนอื่นที่ได้ยินต่างก็เอาศอกสะกิดนาง ส่งสายตาบุ้ยใบ้ไปทางเซินหานที่นั่งอยู่ข้างหลัง แต่ไฉ่เยี่ยนกลับไม่สนใจ แถมยังพูดต่อหน้าตาเฉย
"จะบอกให้นะ ตอนนี้ตำแหน่งคนดวงซวยที่สุดในโลกกำลังจะเปลี่ยนมือแล้วเจ้าค่ะ"
ถึงคนรอบข้างจะเกรงใจเซินหานอยู่บ้าง แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็ทำให้พวกเขาอดเงยหน้ามองไฉ่เยี่ยนไม่ได้
"ดูท่าพวกเจ้าคงยังไม่รู้ข่าว คุณชายเซินหานของเรากำลังจะได้แต่งงานแล้วนะ แล้วว่าที่เจ้าสาวคนนี้ ทั้งชาติตระกูลและหน้าตา บอกเลยว่ายอดเยี่ยมที่สุด"
พวกบ่าวไพร่หันไปมองเซินหานแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาจ้องไฉ่เยี่ยนตาเป็นมัน
"พี่ไฉ่เยี่ยน พี่ล้อพวกเราเล่นหรือเปล่า สภาพคุณชายห้าแบบนี้... เกรงว่าสินสอดสักแดงเดียวก็คงไม่มีปัญญาหามา สาวตระกูลไหนจะยอมมาแต่งด้วย"
"แต่งกับคุณชายห้า สงสัยงานเลี้ยงมงคงต้องมาจัดในโรงครัวนี่แหละมั้ง"
"นั่นสิ ฮ่าๆๆๆ"
เสียงหัวเราะดังครืนไปทั่วโรงครัว บรรยากาศดูครึกครื้นสนุกสนานบนความทุกข์คนอื่น ไฉ่เยี่ยนหัวเราะไปกับทุกคน พอเสียงเงียบลงนางจึงพูดต่อ
"งานแต่งครั้งนี้ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่พวกเจ้าคิดหรอกนะ นี่เป็นงานสมรสพระราชทานเชียวนะยะ แล้วชื่อของคุณหนูท่านนี้พวกเจ้าต้องเคยได้ยินกันทุกคนแน่ นางคือลูกสาวคนเล็กของตระกูลซู ซูจินอวี่"
พอชื่อซูจินอวี่หลุดออกมา ทุกคนในโรงครัวถึงกับอ้าปากค้าง ความหยาบคายเมื่อครู่หดหายไปในพริบตา สายตาที่มองเซินหานเปลี่ยนเป็นความนอบน้อมทันที
ถ้าเซินหานได้แต่งงานกับซูจินอวี่จริง ชีวิตเขาจะพลิกจากหลังตีนเป็นหน้ามือ บ่าวไพร่ที่เคยทำตัวแย่ๆ ใส่เขาจะไม่ให้กลัวจนหัวหดได้ยังไง
เซินหานดูจะไม่มีอารมณ์ฟังคำนินทาพวกนี้ เขาหยิบหมั่นโถวสามลูกกับโจ๊กหนึ่งถ้วยแล้วเดินหนีออกไป
พอเซินหานลับสายตา พวกบ่าวไพร่ก็กรูกันเข้าไปรุมล้อมไฉ่เยี่ยน
"พี่ไฉ่เยี่ยน พี่ล้อเล่นใช่ไหม คุณหนูสามตระกูลซูจะมาแต่งกับเซินหานได้ยังไง ตระกูลซูก็น่าจะรู้ดีว่าเซินหานมีฐานะต่ำต้อยแค่ไหนในบ้านนี้"
"ใช่ๆ แล้วไหนว่าคุณหนูสามมีใจให้คุณชายใหญ่ของเราไม่ใช่หรือ สองคนนั้นเหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก"
"ทำไมราชสำนักถึงมาพรากคู่รักกันแบบนี้ล่ะ"
ขณะที่คนอื่นๆ กำลังตื่นตระหนก ไฉ่เยี่ยนกลับยังคงนิ่งเฉย
"พวกเจ้าใจเย็นๆ แล้วลองใช้สมองคิดดูนะ ถ้าเซินหานได้แต่งกับคุณหนูซูจินอวี่จริงๆ ข้าจะกล้าพูดจาแบบเมื่อกี้เหรอ จะบอกความจริงให้นะ ตอนนี้พวกฮูหยินกับท่านย่ากำลังหาทางกันจ้าละหวั่น ยังไงก็ต้องล้มเลิกงานแต่งนี้ให้ได้"
ข่าวลือเกี่ยวกับตัวเองพวกนี้ เซินหานเคยได้ยินคนพูดให้ฟังมาบ้างแล้ว
คุณหนูสามตระกูลซู หรือซูจินอวี่ คือสาวงามเลื่องชื่อแห่งแคว้นต้าเว่ย นอกจากรูปโฉมจะงดงามปานล่มเมืองแล้ว พรสวรรค์ด้านวิถีแห่งกระบี่ก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน ได้ข่าวว่าเซียนกระบี่บนยอดเขาเสี่ยวเหยาได้รับนางเป็นศิษย์แล้วด้วย
นางกับคุณชายใหญ่เซินเย่ ทั้งเก่งทั้งสวยหล่อ เหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก แถมยังมีใจให้กัน ชาวบ้านร้านตลาดต่างคิดว่าตระกูลเซินกับตระกูลซูคงได้เกี่ยวดองกันแน่
แต่ผลกลับกลายเป็นว่า ตระกูลจะได้เกี่ยวดองกันจริง แต่ซูจินอวี่ดันถูกสมรสพระราชทานให้มาแต่งกับเซินหานเสียอย่างนั้น...
พอกลับมาถึงกระท่อมซอมซ่อของตัวเอง เซินหานก็โรยขี้เถ้าลงบนพื้นอย่างชำนาญเพื่อกันความชื้น เขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างอ่อนล้า ในหัวยังคงครุ่นคิดเรื่องสมรสพระราชทาน
ท่านโหวอวิ๋นอัน ผู้นำตระกูลเซินคนปัจจุบันคุมกองทัพฝั่งตะวันออกของแคว้น ส่วนท่านโหวอู่หยางผู้นำตระกูลซู แม้จะคืนอำนาจทหารไปแล้วแต่บารมีในกองทัพก็ยังเปี่ยมล้น
ใครๆ ก็รู้ว่าคนที่คู่ควรกับซูจินอวี่คือคุณชายใหญ่เซินเย่ ถ้าวัดกันที่พรสวรรค์และชื่อเสียง เซินเย่อาจจะเหนือกว่าซูจินอวี่อยู่ครึ่งก้าวด้วยซ้ำ แถมตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคตก็คงไม่พ้นมือเซินเย่แน่ๆ
แล้วเซินหานล่ะ เป็นตัวอะไรในตระกูลเซิน
สถานะต่ำต้อยยิ่งกว่าบ่าวไพร่คนโปรดเสียอีก ทางราชสำนักเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้เรื่องนี้ แต่ก็ยังดันทุรังยัดเยียดซูจินอวี่ให้มาแต่งงานกับเขา
นั่นแปลได้อย่างเดียวว่าเบื้องบนกำลังจงใจสร้างเรื่อง ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย
พอมีสมรสพระราชทานลงมาแบบนี้ ไม่รู้ว่าคนในตระกูลเซินจะสรรหาวิธีอะไรมาเล่นงานเขาอีก เซินหานแค่อยากมีชีวิตที่สงบสุข แต่มันช่างยากเย็นเหลือเกิน
เขาส่ายหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่าน หยิบตำราเก่าๆ เล่มหนึ่งออกมาเปิดอ่าน
"เคล็ดวิชากายาภูผานที" เป็นตำราฝึกตนพื้นฐานที่หาได้ทั่วไป แม้จะหาง่ายแต่มันไม่ใช่ของกล้วยๆ ที่ใครจะฝึกสำเร็จ มันขึ้นชื่อเรื่องความยากและซับซ้อน คนส่วนใหญ่อ่านแล้วไม่รู้เรื่อง
ดังนั้นต่อให้มันแพร่หลายแค่ไหน ก็แทบไม่มีใครยอมเสียเวลามาทำความเข้าใจกับเคล็ดวิชานี้
เซินหานตั้งสมาธิ พยายามเพ่งมองตำราเล่มนี้อีกครั้ง
ในสายตาของเซินหาน มีตัวอักษรเล็กๆ สีเทาลอยขึ้นมาเหนือตำราว่า [ตำราที่เข้าใจยาก]
ตลอดหนึ่งปีที่มาอยู่ที่นี่ เซินหานพยายามไขปริศนาว่าสิ่งนี้คืออะไร ความผิดปกติในดวงตาของเขาต้องมีความลับซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
ช่วงแรกๆ แค่มองแป๊บเดียวเขาก็หน้ามืดตาลาย แต่หลังจากฝึกฝนมาแรมปี ตอนนี้เขาสามารถเพ่งสมาธิมองมันได้นานถึงครึ่งก้านธูปแล้ว
ผ่านไปสิบห้านาที ทุกอย่างยังคงเงียบสงบเหมือนเดิม แต่เขารู้สึกได้ว่าพลังสมาธิของตัวเองแกร่งกล้าขึ้นเล็กน้อย
ขณะที่เซินหานกำลังจะถอนสายตา ตัวอักษรสีเทาพวกนั้นกลับเริ่มสั่นไหว
ท่ามกลางความตกตะลึง ตัวอักษรสีเทาคำว่า [ที่เข้าใจยาก] เริ่มหลุดร่อนออกมา จากเดิมที่เขียนว่า [ตำราที่เข้าใจยาก]
เจ้ากลุ่มก้อนคำว่า [ที่เข้าใจยาก] กลายสภาพเป็นแสงพุ่งเข้ามาในหัวของเขา เซินหานรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ขมับ แต่ก็ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
เขารีบก้มลงหยิบตำราขึ้นมาดู ตอนนี้เหนือปก "เคล็ดวิชากายาภูผานที" เหลือเพียงคำว่า [ตำรา] ตัวใหญ่ๆ ลอยอยู่
ส่วนคำขยายความว่า [ที่เข้าใจยาก] อันตรธานหายไปแล้ว
เซินหานรีบเปิดอ่านเนื้อหาข้างในแล้วก็ต้องตะลึง
เขาศึกษาตำราเล่มนี้มาครึ่งปีกว่า ท่องจำเนื้อหาได้เกือบหมด แต่ที่ผ่านมาคำอธิบายมันสับสนวุ่นวาย อ่านแล้วไม่รู้เรื่อง บางทีก็ใช้คำกำกวม
ปีกว่าที่ผ่านมา แค่หน้าแรกเขายังตีความไม่แตกฉานเลยด้วยซ้ำ
แต่ครั้งนี้ที่เปิดอ่าน ตัวอักษรกลับเรียงร้อยสละสลวย ประโยคต่างๆ อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที
เซินหานมั่นใจว่าพรสวรรค์ตัวเองไม่ได้แย่ แค่ไอ้วิชานี้มันเขียนมาให้อ่านยากเกินไป
พอเอาคุณสมบัติ [ที่เข้าใจยาก] ออกไปแล้ว แม้เนื้อหาจะยังลึกซึ้งแต่ก็พอทำความเข้าใจได้ โดยเฉพาะบทแรก ตอนนี้เขาอ่านแล้วกระจ่างแจ้งแจ่มแจ้ง
เขานั่งขัดสมาธิ ลองโคจรพลังตามที่ตำราบอก
หายใจเข้า... หายใจออก... รวบรวม... กลั่นกรอง!
เคล็ดวิชากายาภูผานทีช่างลึกลับมหัศจรรย์ เพียงแค่ครึ่งก้านธูป เซินหานก็รู้สึกได้ว่าร่างกายและจิตวิญญาณยกระดับขึ้น
วิชานี้เป็นรากฐานสำหรับผู้ฝึกตน เปรียบเสมือนการตอกเสาเข็มเพื่อสร้างตึกสูง
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป เซินหานรู้สึกสมองปลอดโปร่ง แขนขาคล่องแคล่วว่องไวขึ้นมาก
มั่นคงดั่งขุนเขา แต่ก็ต่อเนื่องไม่ขาดสายดั่งสายน้ำ
ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายทำให้เซินหานตื่นเต้นจนเนื้อเต้น
ที่แท้ความสามารถของเขามันใช้งานแบบนี้นี่เอง
เซินหานวางตำราลง แล้วส่งจิตเข้าไปสำรวจในหัวสมอง
คำคุณสมบัติ [ที่เข้าใจยาก] ที่เพิ่งดึงออกมา มันลอยเท้งเต้งอยู่ในห้วงความคิดของเขา
พอลองใช้นิ้วจิตนึกคีบมันขึ้นมา ดูเหมือนเขาจะจับเจ้าก้อนตัวอักษรสีเทานี้ได้
เซินหานเกิดสมมติฐานขึ้นมาอย่างหนึ่ง
ความสามารถพิเศษของเขาน่าจะเป็นการ "ดึง" คุณสมบัติของสิ่งของออกมา และน่าจะ "ใส่" มันลงไปในสิ่งอื่นได้ด้วย
คิดได้ดังนั้น เซินหานก็เพ่งจิตอีกครั้ง
เขาชี้นิ้วไปที่ท่อนไม้สั้นๆ ท่อนหนึ่ง แล้วส่งเจ้ากลุ่มคำสีเทานั้นพุ่งเข้าไปแปะ
ทันใดนั้น ท่อนไม้ธรรมดาก็เปลี่ยนรูปร่างไปในพริบตา
ส่วนปลายกลายเป็นหัวมนๆ มีรูเล็กๆ ตรงกลางมีกิ่งยื่นออกมาเฉียงๆ ผิวสัมผัสเรียบลื่นมันวาว
เซินหานมองดูแล้วถึงกับหน้าแดง ทั้งที่ปกติเป็นคนหน้าหนา
เหนือท่อนไม้นั้นมีตัวอักษรสีเทาลอยอยู่ว่า [ท่อนไม้ที่เข้าใจยาก]
เจ้าท่อนไม้นี้มันชวนให้เข้าใจยากจริงๆ คนธรรมดามาเห็นคงดูไม่ออกแน่ๆ ว่ามันเอาไว้ทำอะไร...
ตอนนี้เซินหานมั่นใจในความสามารถของตัวเองแล้ว ด้วยพลังวิเศษนี้ อนาคตข้างหน้าเขาคงพอจะหาความสงบสุขให้ชีวิตได้บ้าง
สักพัก เซินหานก็ลองดึงเอาคุณสมบัติ [ที่เข้าใจยาก] กลับคืนมาจากท่อนไม้
แต่พอดึงออกมาปุ๊บ เจ้ากลุ่มคำนั้นก็สลายหายไปทันที
ดูเหมือนว่าคุณสมบัติที่ดึงออกมา จะเอาไปใช้ต่อได้แค่ครั้งเดียว
แม้จะมีข้อจำกัด แต่ความสามารถนี้ก็ยังถือว่าสุดยอดอยู่ดี
ข้างนอกหน้าต่างยังคงมืดสนิท น่าจะเข้ายามอิ๋นแล้ว
[จบแล้ว]